Monday, April 10, 2006

ครั้งแรกกับการสอนเศรษฐศาสตร์แบบเต็มๆคอร์ส

ต้องขอโทษทุกท่านด้วยที่หายไปเสียนาน

พอดีหลังจากที่ปิดคอร์สการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นให้กับทางคณะ และผ่านพ้นภาระการตรวจข้อสอบอันหนักอึ้ง เนื่องจากคอร์สดังกล่าวมีจำนวนนักศึกษาลงทะเบียนมากเป็นประวัติการณ์ (เกือบ 900 คน)ก็โดนโรคไม่อยากทำอะไรเข้าเล่นงาน

เล่นบวกกับสภาวะการเมืองอันแสนอึดอัด เลยพลอยทำให้วันๆกระผมรู้สึกไม่อยากทำอะไร เปิดแต่บทความ ข่าว เว็บบอร์ด อ่านไปเรื่อย มิซ้ำพอตกดึกก็หาลู่ทางไปเสวนาการเมือง รวมถึงไปร่วมชุมนุมทางการเมืองอยู่บ่อยๆ

ขี้เกียจตัวเป็นขนจนรู้สึกทนไม่ได้แล้ว เลยต้องขอลุกมาเขียนอะไรบ้าง

แต่ครั้งนี้คงไม่ขอเขียนเรื่องการเมืองนะครับ พอดีกำลังเขียนอยู่อีกอันแต่ไม่เสร็จเสียที ไว้เสร็จแล้วค่อยมาลงละกัน

ที่อยากจะเขียนในครั้งนี้คงเป็นประสบการณ์ต่างๆที่ได้จากการสอนวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้น ครั้งแรกแบบเต็มๆคอร์สให้กับทางคณะ

จริงๆแล้วผมเองก็มีประสบการณ์ในการสอนเศรษฐศาสตร์มาบ้าง ในฐานะผู้ช่วยสอนและในฐานะติวเตอร์ ทำให้การสอนไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด

แต่พอได้มาสอนเองแบบเต็มๆคอร์ส ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น และเป็นเรื่องที่ท้าทายความสามารถเลยทีเดียว

เพราะตัวที่ได้มาสอนนั้น เป็นวิชาที่ต้องสอนให้กับเด็กนอกคณะ ที่ไม่ได้เข้ามามหาวิทยาลัยเพื่อเรียนเศรษฐศาสตร์เป็นวิชาหลัก แถมวิชาดังกล่าวนั้น ได้กิตติศัพท์มาอย่างยาวนานกับเหล่าเด็กนอกคณะว่าไม่สนุก น่าเบื่อ และยาก

ถึงขั้นที่ว่า พอผมรู้ว่าทางคณะได้จัดให้ผมสอนตัวดังกล่าวและไปเล่าให้อาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งฟัง ท่านถึงกับแนะนำให้ผมไปขอสอนตัวอื่น

แต่ผมก็ดันทุรังจะสอนตัวนี้ต่อไป เพราะผมเชื่อว่าวิชาเศรษฐศาสตร์มีดีแน่นอนผมถึงได้ชอบ และเมื่อมันมีดี ผมก็ต้องทำให้มันสนุกสำหรับคนอื่นๆได้ซิ

.................................

มาที่จุดเริ่มต้นของคอร์สนี้ดีกว่า

ตั้งแต่แรกเลยที่รู้ว่าต้องทำการสอนวิชาที่มักจะถูกวิจารณ์ว่าเป็นจุดอ่อนของทางคณะมายาวนาน ผมก็หมายมั่นเต็มที่ว่าจะต้องเปลี่ยนมันให้ดีขึ้นให้ได้

ผมเคยได้เรียนวิชาเกี่ยวกับบริหารธุรกิจตัวหนึ่งตอนไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกา เป็นตัวที่ผมประทับใจมากๆ เพราะอาจารย์สอนดี มีเรื่องตลกๆคมๆให้ฟังอยู่เรื่อยๆ และเทคนิคการสอนแกก็แพรวพราวเอามากๆ มีการใช้สื่อการสอนทุกรูปแบบเต็มที่ทั้งวีดีโอ คอมพิวเตอร์

ที่ผมประทับใจที่สุดก็คือ ในคาบสุดท้ายพอแกสอนจบปุ๊ป เด็กทุกคนในห้องลุกขึ้นปรบมือให้แกพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายเป็นเวลาตั้งนาน

ตั้งแต่นั้นภาพดังกล่าวก็ติดในหัวผม ผมรู้สึกว่ากับวิชาเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นนี้ ผมต้องทำให้เด็กที่มาเรียนรู้สึกสนุกและเข้าใจเศรษฐศาสตร์ เหมือนอย่างที่ผมสนุกและเข้าใจตอนเรียนวิชาที่อเมริกาตัวนี้

ว่าแล้วผมก็เตรียมการสอนโดยหมายมั่นว่าจะต้องมีอะไรแปลกใหม่ มีเรื่องที่น่าสนใจ ที่สนุกๆและได้ประโยชน์

ผมลองเปลี่ยน outline ของตัวคอร์สไปบ้างนิดหน่อย แต่ก็รู้ว่าคงเปลี่ยนอะไรมากไม่ได้ เพราะ outline ดังกล่าวต้องใช้ร่วมกับอาจารย์ผู้สอนท่านอื่นๆอีกหลายคน ที่ร่วมทีมสอนด้วยกัน (คือที่คณะผมมีระบบการสอนแบบที่แยกห้องสอน แต่ต้องมาสอบรวมกัน ก็เลยต้องบังคับให้ทุกห้องใช้ outline เดียวกัน)

พอมาประชุมเรื่อง outline กับผู้สอนคนอื่นๆครั้งแรก ผมก็รู้สึกเหมือนตัวเองทำอะไรรุนแรงเกินไป เนื่องจากผมพยายามผลัก outline อย่างที่ผมร่างมาให้กลายมาเป็น outline ของคนอื่นๆไปด้วย ก็ไปนั่งเถียงๆๆ โอ๊ะ ไม่ใช่ ไปนั่งแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอยู่นาน (โดยที่ผมเป็นเถียง) กว่าจะหาจุดลงเอยกันได้

ผมก็เกรงๆอาจารย์ท่านอื่นๆโดยเฉพาะที่อาวุโสกว่าผมเยอะอยู่เหมือนกัน เพราะผมเองก็เด็กแสนเด็ก จบมาก็แค่ปริญญาตรี (วุฒิต่ำที่สุดของคณะ) แต่ดันไปนั่งขัดกะเขาอยู่นาน

แค่ outline ก็เริ่มเหนื่อยแล้ว แถมยังเริ่มรู้สึกอยู่ลึกๆว่ากลายเป็นคนก้าวร้าวไปพอควร โดยเฉพาะกับมาตรฐานแบบไทยๆ

.............................................

ถึงวันสอนจริง พอเข้าไปสอนครั้งแรกก็อึ้งไปพอควรกับขนาดและสภาพอันทรุดโทรมของห้องบรรยาย

คือจำนวนนักเรียนเนี่ย ผมก็พอรู้อยู่แล้วว่ามันเยอะมากๆ คือประมาณร้อยห้าสิบคน

แต่พอมาเจอสภาพห้องเข้าไป ก็พอรู้เลยว่างานนี้หินแน่ๆ เพราะห้องบรรยายที่ได้นั้น เป็นห้องที่ไม่เหมาะกับการบรรยายเอาเสียเลย แสงทึมๆ จอprojectorไม่ค่อยชัด เขียนกระดานไม่ได้ เพราะไม่มีกระดาน ต้องใช้เครื่องฉายแผ่นใสแทน ซึ่งผมเองแพ้ทางเอามากๆ เนื่องจากเป็นคนลายมือเหมาะสำหรับเขียนความลับ (คือเขียนอะไรอ่านรู้เรื่องอยู่คนเดียว พูดง่ายๆ ลายมือห่วยสุดๆ)นอกจากนี้ไมโครโฟนที่มีให้ใช้นั้น สายไมค์มันสั้นมากครับ คือเดินไปไหนไม่ได้เลยนอกจากรอบๆโต๊ะสำหรับอาจารย์หน้าห้อง

จริงๆแล้วที่อยากได้มากกว่าน่าจะเป็นห้องเล็กๆ นักศึกษาประมาณห้าสิบคน สอนไปคุยไป แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ถามได้ตลอดเวลา

ลองเอากรณีศึกษาทางเศรษฐศาสตร์ที่ทำมาให้นักศึกษาเล่นดู กะว่าจะดึงความสนใจมาได้บ้าง ปรากฏว่าปฏิกริยาตอบรับเกือบเป็นศูนย์ เพราะห้องใหญ่เกินไป ไม่มีใครกล้าแสดงออกเท่าไหร่ ก็เลยต้องชงเอง เล่นเอง ขำเอง อยู่คนเดียวหน้าห้อง

กลับมาจากสอนครั้งแรกก็รู้สึกหนักใจเหมือนกัน คิดว่าคงต้องปรับสไตล์บ้าง ที่เตรียมแบบเล่นสนุกๆไว้คงใช้ไม่ได้ทั้งหมด

ตอนแรกๆที่สอนนี่ เป็นโรควิตกจริตมากเลยครับ คือ คืนก่อนวันสอนผมจะทบทวนทุกอย่างที่จะทำการสอนแบบคำต่อคำเลย พอตอนนอนก็จะเจอแต่เรื่องที่จะสอนวนไปวนมาในหัวในสภาพครึ่งหลับครึ่งตื่น ยิ่งตอนแรกๆจะกลัวตื่นไม่ทันเลยต้องไปนอนที่หอพักที่รังสิต ก็จะนอนไม่ค่อยหลับในบางครั้งเพราะจะไปเจอห้องที่ฝุ่นเยอะๆ (ผมเป็นโรคภูมิแพ้)

ตอนสอนครั้งแรกๆก็คงดูเกร็งๆมั้งครับ ก็พยายามหามุขไปเล่นอยู่เรื่อยๆ แต่รู้สึกว่าจะฝืด นักศึกษาก็ไม่ค่อยฮาเท่าไหร่ (อย่าเข้าใจผิดว่าผมไปเล่นตลกคาเฟ่นะครับ) แต่จะว่าไปก็เป็นช่วงที่ตื่นเต้นดีนะครับ เพราะเวลาจะสอนทีเนี่ยก็จะกลัวอธิบายไม่รู้เรื่อง

แต่ก็โชคดีที่มีบุญเก่าให้กินพอควร คือผมเองเคยไปช่วย อ.ปกป้อง กับ อ.วรากรณ์ สอนเด็กมัธยมปลายที่วชิราวุธ ก็เลยซึมซับเทคนิคการสอนมาบ้าง รวมถึงเคยเป็นติวเตอร์ให้เด็กภาคภาษาอังกฤษมาตั้งปี ด้วยมีประสบการณ์มาบ้างก็เลยพอเอาตัวรอดได้ครับ

ผ่านไปซักสามสี่ครั้งก็เริ่มเข้าที่ครับ เริ่มปรับตัวให้เข้ากับสภาพได้ แล้วก็เริ่มสื่อสารกับนักศึกษาได้มากขึ้น ได้รับปฎิกริยาตอบรับมากขึ้น

ก็เป็นช่วงเวลาที่สนุกดีครับ มีความสุขเวลาเตรียมสอน ได้นั่งนึกว่าจะอธิบายเรื่องนั้นเรื่องนี้ยังไงให้น่าสนใจ บางครั้งก็หาอะไรเล่นในห้องบ้าง ผมว่าช่วงนี้เป็นช่วงที่สนุกตื่นเต้นที่สุดเลย นั่งนับเวลารอว่าเมื่อไหร่จะถึงเวลาสอน

จะมีรู้สึกอึดอัดบ้างนิดหน่อยก็ตอนคุยกับนักศึกษาบางครั้ง คือผมเองจะถามนักศึกษาที่เรียนด้วยหลายคน ว่าที่สอนไปเป็นยังไงบ้าง รู้เรื่องไหม อยากให้ปรับตรงไหนบ้าง บางครั้งพอถามไปก็เจอคำตอบแปลกๆกลับมา เช่น อาจารย์สอนให้คิดมากเกินไป ไม่สอนให้จำไปเลยง่ายดี ผมก็เก็บมางงๆ แล้วก็เศร้ากับระบบการศึกษาไทยเล็กน้อย

แต่ก็พยายามไม่คิดอะไรมากครับ ก็พยายามสอนต่อไป เข้าใจว่าช่วงนี้น่าจะเป็นช่วงที่สอนได้ดีพอควร เพราะเป็นเนื้อหาที่ตัวเองชอบตอนเรียนด้วย ก็จะพยายามหาเรื่องนู้นเรื่องนี้มาเล่าให้นักศึกษาฟัง

เวลาผ่านไปเร็วเอามากๆ แบบไม่นานก็ถึงสอบกลางภาคแล้ว

ทีนี้เจอปัญหาแรกเลยครับ คือผมสอนไม่ทันเนื้อหาที่จะสอบกลางภาค ก็พยายามจะหาทางสอนเพิ่ม แต่ก็มีข้อขัดข้องบางประการ ทำให้พาลต้องมีความขัดแย้งกันไปนิดหน่อยกับอาจารย์ท่านอื่น ช่วงนี้ก็เครียดครับ แต่สุดท้ายก็ได้ทางออกและก็สอนได้ทันจนได้

.........................................

พอหลังสอบกลางภาคเสร็จ ก็มีทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดีเกิดขึ้นครับ

คือด้วยความที่ตั้งใจสอนมากตอนก่อนสอบมั้งครับ จำนวนนักศึกษาที่มาเข้าเรียนก็เลยเพิ่มขึ้น ก็มีย้ายมาจากห้องอื่นบ้างพอควร นักศึกษาบางครั้งก็เต็มห้องเลยครับ แบบโดนเขียนในใบประเมินว่าที่นั่งไม่พอ ฮะแฮ่ม เรตติ้งดีครับ

แต่ว่า ไอ้มาเรียนเนี่ยก็ดีครับ แต่มันมาแล้วไม่เรียนนี่สิครับ คงเพราะเพิ่งสอบเสร็จ พวกพี่แกก็เลยรู้สึกสบายใจ พอเข้ามาเสร็จก็คุยเลยซะงั้น โถ่

เสียงคุยก็เลยดังเอามากๆครับ น่าแปลกที่ช่วงก่อนสอบกลางภาคผมไม่เจอปัญหานี้เลย มาเจอเอาหลังสอบกลางภาค

ประกอบกับช่วงหลังสอบกลางภาคเนี่ย สุขภาพย่ำแย่ครับ เป็นหวัดไม่หายซักที สาเหตุก็เนื่องมาจากดันไปเที่ยวกินเหล้าเมายามาซะเยอะ แถมยังไปพยายามพาคนดีไปเข้าสู่อบายมุขอีก พระเจ้าเลยลงโทษครับ

เวลาสอนเงี้ย คอเจ็บสุดๆ พูดไปก็เจ็บคอเหลือเกิน เจ็บไปถึงหน้าอกท่อนบนเลยครับ

แต่ก็ดีไปอย่างนะครับ คือตอนแรกๆเนี่ย ผมจะโดนวิจารณ์ว่าใช้เสียงไม่เป็น คือเนื่องจากห้องมันทึมๆและมันดูดเสียง ก็จะพยายามพูดเสียงดังเข้าไว้ เลยไม่มีจังหวะในการพูดที่นุ่มนวล (คำวิจารณ์โดยนักร้องหนุ่มที่เป็นอาจารย์ เอ๊ะไม่ใช่!.. อาจารย์ที่เป็นนักร้องหนุ่มที่คณะครับ) แต่พอเป็นหวัดแล้วไม่มีแรงพูดดังๆครับ ก็เลยทำให้เป็นธรรมชาติในการพูดมากขึ้นมั้งครับ

ที่แย่ๆตอนนี้คือนักศึกษาคุยโคตรเก่งเลยครับ ผมก็ไม่มีแรงพูดแข่ง เล่นเอาฟิวส์ขาดไปวันนึงครับ ก็เลยด่าซะหนึ่งชุด ปรากฏว่าเงียบกริบเลย ผมเองวันนั้นเป็นอะไรก็ไม่รู้ครับ รู้สึกเหมือนวันนั้นของเดือน มันหงุดหงิดๆสุดๆ พอดียิ่งเจอนักศึกษาที่เคยบอกเราไว้ว่าจะไม่เข้าเรียนเพราะเรียนมาแล้ว ดันเข้ามานั่งเล่น มาคุยกับเพื่อนอยู่ต่อหน้าต่อตาที่หน้าห้อง ก็เลยหลุดเลย เกิดมาไม่เคยด่าใครเป็นชุดๆ ก็เลยได้ลองครั้งแรกเลยครับ

พอว่าไปเสร็จก็มารู้สึกเสียใจทีหลังเหมือนกัน ก็รู้สึกว่าคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่

แต่ก็ดีนิดหน่อยครับ คือหลังจากนั้นเวลาผมเริ่มบ่นว่าเสียงดังเขาก็จะเงียบครับ แม้ไม่นานก็จะกลับมาดังใหม่ก็เหอะ แต่ก็ยังกลัวๆบ้าง

โอ้ที่น่าดีใจอีกเรื่องคือ ผลประเมินการสอนตอนกลางภาคเนี่ยค่อนข้างดีมากครับ ก็รู้สึกมีกำลังใจอยากตั้งใจสอนให้ดีๆต่อไปครับ

.............................................

ก็สอนๆไปจนเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายๆ ซึ่งเป็นช่วงของเนื้อหาวิชาที่เป็นเศรษฐศาสตร์มหภาค

ถึงตอนนี้ผมก็จะพยายามเล่าเรื่องเศรษฐกิจไทยให้มากๆ ก็จะโยงไปเข้าเรื่องสถานการณ์บ้านเมืองค่อนข้างเยอะครับ

จริงๆช่วงนี้อยากให้จำนวนนักศึกษามันน้อยกว่านั้นมากเลยครับ เพราะมีเรื่องอยากชวนคุยเยอะแยะไปหมด ผมเองก็อยากได้ความคิดเห็นจากนักศึกษาน่ะครับ แต่ด้วยสภาพห้องอย่างที่บอกไป เวลาสอนก็เลยได้แต่เล่าให้เขาฟังอยู่ฝ่ายเดียว เวลาถามก็ต้องขอคำตอบเป็นใช่กับไม่ใช่ ถ้าใช่ให้พยักหน้า อะไรประมาณนั้น

มาถึงช่วงนี้ก็สอนไม่ทันอีกแล้วครับ

ผมเองเป็นอะไรก็ไม่รู้ อาจารย์ผู้ใหญ่เขามักจะเล่าให้ฟังว่า สอนครั้งแรกเนี่ย มักจะสอนเสร็จก่อนเวลา พูดไปไม่นานก็ไม่รู้จะพูดอะไรอีก ที่เตรียมมาหมดแล้ว แต่เวลายังเหลือ แต่กับผมเนี่ยตรงข้ามเลยครับ ไม่เคยสอนได้ทันที่เตรียมมาเลย ก็คงเป็นความสามารถในการโม้มันพาไปมั้งครับ เลยพูดได้น้ำไหล ไฟดับ เด็กหลับ เฮ้ย ไม่หลับครับไม่หลับ ตั้งแต่แรก

เนื่องจากเวลาที่มีอยู่ไม่พอก็เลยอดสอนบางเรื่องที่อยากสอนไปครับ แต่ก็ยังดีที่เข็นจนทันเนื้อหาที่ต้องสอบทันจนได้

วันสุดท้ายที่สอนก็รู้สึกดีครับ จริงๆกะจะพูดอะไรซึ้งๆก่อนปิดคอร์สซะหน่อย แต่พูดไปพูดมามันดันออกขำๆน่ะครับ ก็แบบว่ากะจะบอกเขาว่าที่เรามาสอนเนี่ย เราอยากจะทำให้เศรษฐศาสตร์เป็นวิชาที่น่าสนใจสำหรับพวกเขานะ เอ แต่พูดไปพูดมามันกลายเป็นฮาๆไป

สอนจบก็ไม่มีเสียงปรบมืออะไรให้ได้ยิน (อย่างที่เคยฝัน) แต่ผมก็รู้สึกดีนะครับ คือผมรู้สึกได้ว่ามันมีความสุขอยู่ในตัวเองน่ะครับ มีความสุขที่ได้ทำอะไรดีๆให้กับคนอื่น ได้ทุ่มเทเต็มที่ที่จะถ่ายทอดวิชาความรู้ และก็ความรักในวิชาที่เราเลือกเป็นทางเดินให้กับชีวิตตัวเองให้กับนักศึกษาครับ

ก็คงเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่จะได้สอน เพราะเดี๋ยวเทอมหน้าก็ไม่ต้องสอนแล้วเนื่องจากคณะให้เตรียมตัวไปเรียนต่อ (ได้ที่เรียนเรียบร้อยแล้วล่ะครับ)

.............................................

มานั่งนึกย้อนไปแล้ว ผมรู้สึกดีใจครับที่ตัดสินใจมาเป็นอาจารย์

เคยถามตัวเองในช่วงก่อนที่จะตัดสินใจเหมือนกันครับ ว่าจะตัดสินใจถูกเหรอ จะมีความสุขกับงานที่เงินเดือนก็ไม่เยอะ แถมยังค่อนข้างจะโดดเดี่ยว (แบบไม่ได้ทำงานกับคนอื่นๆมากมาย เหมือนเวลาอยู่บริษัท)

มาคราวนี้ล่ะครับ รู้สึกว่ามันมีความสุขดีจริงๆ เวลาที่ได้สอน ได้พยายามถ่ายทอดความรู้

นอกจากนี้ก็ยังรู้สึกภูมิใจอยู่ลึกครับ ว่าเราได้ช่วยให้มาตรฐานการสอนของวิชานี้มันดีขึ้นมาบ้าง จากที่นักศึกษาเคยบ่นว่าน่าเบื่อและยาก มาตอนนี้ก็มีมาคุยว่าเขาสนใจเศรษฐศาสตร์ และก็อยากต่อโทเป็นวิชาเศรษฐศาสตร์อยู่เยอะทีเดียว

ที่ต้องชื่นชมก็คือทีมงานอาจารย์ที่สอนวิชานี้ด้วยกัน ที่เป็นอาจารย์ใหม่อยู่เยอะทีเดียว หลายๆคนก็ทุ่มเทมากๆเลยครับ ทำให้นักศึกษาเขารู้สึกว่าอาจารย์ต่างก็เต็มที่ในการสอนกันทุกคน อย่างน้อยผมก็รู้สึกว่าคงไม่มีใครกล้าว่าว่าวิชานี้อาจารย์ไม่ตั้งใจสอนล่ะครับ (ยกว้นบางห้องนะครับ ที่ยังคงมาตรฐานเดิมอยู่)

ก็หวังเต็มที่ครับ ว่าวันข้างหน้าหลังจากที่เรียนจบแล้วจะได้กลับมาสอน มาถ่ายทอดวิชาความรู้ที่มีให้กับคนรุ่นต่อไป

วันนี้ผมเองก็ยังถือว่ารู้น้อยครับ ยังไม่มีอะไรจะไปถ่ายทอดให้คนรุ่นใหม่ๆได้มากมาย แต่อย่างน้อยสิ่งที่ได้รู้จากการได้สอนเต็มๆคอร์สครั้งแรกนี้ ก็คงจะเป็นความสุขที่เกิดขึ้นเวลามามองย้อนกลับไปมั้งครับ ผมว่าความรู้สึกแบบนี้ล่ะครับ ที่เป็นแรงผลักดันของชีวิตคนเป็นอาจารย์ทุกคน ความรู้สึกว่าอย่างน้อยเราก็ได้ช่วยสร้างอะไรบางอย่างที่ดีให้เกิดขึ้นกับสังคม

เอ่อ เขียนมาซะยาวเชียว เดี๋ยวขอไปทำงานก่อนดีกว่าครับ ตอนนี้จะสลัดความขี้เกียจออกจากตัวเองแล้วล่ะครับ

แล้วจะกลับมาเขียนต่อเร็วๆนี้นะครับ

23 comments:

Anonymous said...

*ดีใจด้วยนะคะอาจารย์กระต่ายน้อยที่สามารถผ่านพ้นไปได้ด้วยดี อยากจะมีโอกาสเรียนกับอาจารย์จังเลยค่ะ ถ้าอาจารย์เรียนจบเมื่อไหร่ก็ขอให้กลับมาเป็นอาจารย์อีกครั้งนะคะ อยากจะให้เด็กรุ่นใหม่ๆได้เจอกับอาจารย์ที่มีความสามารถแบบนี้ค่ะ หนูเชื่อว่าสักวันจะต้องมีเด็กยืนขึ้นปรบมือให้กับความสามารถในการถ่ายทอดวิชาความรู้ของอาจารย์แน่ๆค่ะ ขอเป็นกำลังใจให้นะคะ*

Gelgloog said...

ยินดีกับอาจารย์ด้วยคนนะครับ

น่าอิจฉาจังเลย ได้เป็นอาจารย์ซะไว เห้อ....


ชาตินี้จะมีบุญได้เป็นกับเค้ามั่งมั๊ยเนี่ยเรา 555

Anonymous said...

อ่านแล้วอยากเข้าไปเป็นนักศึกษาปี 1 นอกคณะฟังการสอนของพี่ปริ๊นซ์จังคะ และก็ดีใจกับพวกเขาที่ได้มีโอกาสเห็นพลังของความตั้งใจที่จะสอนจากอาจารย์(หนุ่มหน้าตาดี^_!)เพราะ จากการเรียนมาสี่ปี พบว่า มีน้อยนักที่จะมีอาจารย์ที่สอนเราแล้วเราเปลี่ยนความคิด เปิดโลกและมุมมองใหม่ๆได้ และมันก็น้อยอีกเช่นกันที่นักศึกษาจะได้มีโอกาสเรียนกับอาจารย์แบบนี้...ว่าแล้วก็อยากให้คณะของเรามีอาจารย์แบบนี้เยอะๆเนาะคะ..อาจารย์ที่กระตุ้นความคิด จุดประกายสร้างสรรค์ให้กับนักศึกษา ไม่เพียงแต่ในห้องเรียน แต่รวมถึงบรรยากาศและการสนทนาทั่วไปในคณะด้วย ถ้าเป็นอย่างนั้นได้ บรรยากาศการเรียนจนไปถึงบรรยากาศของความเป็นเพื่อนในคณะ คงชวนให้น่าสนุกและน่ามามหาลัย ขึ้นอีกเยอะ

Anonymous said...

อืม... สำหรับผม ผมจะเป็นประเภทสอนเร็ว ยิ่งใช้ PowerPoint แล้วด้วย ตอนเริ่มสอนครั้งแรก (เทอมที่เพิ่งจบไป) ไม่รู้ตัวว่าพูดเร็วมาก นักเรียนนั่งเงียบกริบ ผมก็แอบคิดว่าทำไมตั้งใจเรียนกันจัง มารู้เอาตอนผ่านไปสักเดือนนึงว่ามันเร็วมาก เขานั่งอึ้งกัน
-_-"

ต่อมาเลยเลิกใช้ PowerPoint เปลี่ยนมาใช้กระดาน ก็เริ่มดีขึ้น สอนจนจบแล้วผมยังรู้สึกไม่เข้าที่เลย

เทอมหน้าผมโดน assign ให้ไปสอน Economics I แถบเป็นการสอนทางไกลซะด้วย ผ่านทาง viedo conference คงจะต้องรบกวนขอคำชี้แนะจากอาจารย์กระต่ายฯล่ะครับ ว่าจะ motivate นักเรียนอย่างไรดี

ว่าแต่อาจารย์จะไปเรียนที่ไหนเหรอครับ

Anonymous said...

หลง เข้า มา อ่าน บลอค ของคุณกระต่ายน้อยมานานแล้วล่ะค่ะ ต้องบอกว่าเป็นบทความที่ดีนะคะ
แต่ชอบเรื่องประสบการณ์การสอนนี้ที่สุดเลย ทำให้นึกถึงอาจารย์ที่ปรึกษา (เป็นอาจารย์สัมนาด้วย)ท่านหนึ่งที่สนิทกัน แต่ตอนนี้ไปเรียนต่อแล้ว และเค้ายังเป็นคนที่ทำให้นู๋อยากเป็นอาจารย์ด้วย แต่ที่คณะนู๋ การเป็นอาจารย์ของมธ.นี่มันยากเหลือเกิน แล้วยังแข่งขันสูงอีก เกือบถอดใจแล้วล่ะคะ แต่พออ่านบทความของอาจารย์พี่กระต่ายน้อยแล้ว ทำให้รู้สึกว่ามีกำลังใจอยากเป็นอาจารย์ขึ้นเป็นกองเลยค่ะ

..^_^..ขอให้โชคดีกับการเรียนครั้งใหม่นะคะ
..^_^..ขอเป็นกำลังใจให้อีกคนนะคะ

Anonymous said...

เก่ง

Anonymous said...

ผมว่า อ.กระต่ายน้อยนี่คงเป็นคนที่เค้าร่ำลือในพันธุ์ทิพย์เเน่ๆเลยว่าสอนสนุกน่าเรียน ผมไม่เคยมีประสบการณ์สอนใครอย่างเป็นทางการทั้งสิ้นเเต่อยากมีความรู้สึกเดียวกับกระต่ายน้อยตอนสอนจบสิ้นเทอมจัง

Anonymous said...

นึกว่าจะปล่อยให้เป็น blog ร้างซะแล้ว
ยินดีตอนรับการกลับมาครับ
ผมเป็นกำลังใจให้ครับ..คุณธร

Anonymous said...

คุณดูเป็นผู้ใหญ่เกินตัว แต่ยังไงก็อย่าเคร่งเครียดจนเกินไป ความรับผิดชอบไม่จำเป็นต้องแลกด้วยความสุขในด้านอื่นของชีวิต

ขอให้คุณสามารถรักษาสมดุลแห่งชีวิตให้อุดมไปด้วย
ความเป็นเด็ก ความรัก ความมกล้าหาญ ควมรับผิดชอบ และสำนึกดี

ยืนหยัดอุดมการณ์ในการจรรโลงสังคมไว้ให้จงมั่น อย่าเปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา เฉกเช่นใครหลายคนที่ในวัยหนุ่มสาวมุ่งมั่นและหวังเป็นหนึ่งพลังในการสร้างสรรค์สังคม แต่เมื่อก้าวล่วงเข้าสู่ชีวิตการทำงานที่หนักหน่วง ไฟศรัทธาในอุดมการณ์ที่เคยลุกโชนกลับหรี่แสงลงด้วยการยอมแพ้ต่อกระแสลมแห่งอุปสรรคนานัปการ และหลายคนกลับดับไฟนั้นลงด้วยตนเอง

ความโดดเด่นในตัวคุณทั้งความชาญฉลาด โอกาสก้าวหน้าในชีวิต รวมทั้งรูปร่างหน้าตา เป็นเครื่องดึงดูดให้สิ่งยั่วใจต่างๆเข้ามาสู่คุณ จงสร้างหน่วยคัดกรองให้กับชีวิต และอย่าหลงใหลจนลืมตัวตนที่แท้จริง

ขอให้ประสบความสำเร็จในทุกด้าน

Anonymous said...

I like zhao jiabao's comment so much.

Anonymous said...

เจ้าชายเก่งจัง นึกอยู่แล้วว่าต้องทำได้ แล้วจะไปเรียนต่อเมื่อไหร่ แล้วที่ไหนเหรอ บอกกันหน่อย แฟนบล็อกจะได้เตรียมทำใจ เพราะไปเรียนแล้วคงยุ่งจนไม่มีเวลาอัพบล็อกแน่ๆ

zhao jiabao อ่านว่าไรอ่ะ ง๊ง งง
แล้วมีบล็อกป่าว

Anonymous said...

ไปเรียนที่ Oxford ไปกันยานี้ครับ

Anonymous said...

อ้อ เรียนคุณ Tony ครับ
ไอ้ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะ Motivate เด็กที่เรียนด้วยยังไง

เท่าที่พอรู้สึกได้ก็คือ เวลาเราทุ่มเทจะสอนให้ดีเขาก็จะรู้สึกได้นะครับ

แล้วอีกอย่างก็คงต้องสอนให้สนุกๆมั้งครับ แบบมีอะไรน่าสนใจมาเล่าให้ฟังเยอะ ถ้าสอนเด็กก็มีมุข(แป๊ก)เยอะๆ เขาก็จะไม่เบื่อครับ

แต่โดยเนื้อหาผมว่าเศรษฐศาสตร์เบื้องต้นที่สนุกอยู่แล้วนะครับ

Anonymous said...

ต่ายน้อยไปเรียนโทแล้วกลับมาก่อน หรือว่าไปเรียนโทเอกเลย ใช่เวลาเรียนทั้งหมดประมาณกี่ปี แล้วจะกลับมาไทยมั่งปะ ถ้ากลับมาก็บอกแฟนคลับชาวบล็อกบ้างนะ จะได้ต้อนรับให้มันส์ไปเลยง..ฮิฮิ
โชคดีนะ

Anonymous said...

อ่านแล้วรู้สึกว่าเป็นคนที่มีความเป็นครูจิงๆนะคับ ตั้งใจสักวันต้องมีคนยืนขึ้นปรบมือให้แน่ๆ คับ
(แต่อ่านแล้วรู้สึกผิดหมือนกันนะ เราไม่ได้ครึ่งเลย สงสัยต้องเลิกยึดอาชีพแบบนี้สะแล้ว)
ปล ศศ เบื้องต้นนะ ยากจิงคับ ขอยืนยันด้วย ซี บวก ที่ได้มาเลย

Anonymous said...

น่าตื่นเต้นดี อ่านแล้วอยากเข้าไปนั่งเรียนด้วย เสียดานจังที่ไม่มีโอกาส เห็นความพยายามในการเตรียมสอนของคุณกระต่ายน้อยแล้วต้องยกนิ้วให้ว่าทุ่มเทเหลือเกิน ขอแสดงความยินดีกับวงการวิชาการไทยที่มีหนุ่มใหม่ไฟแรง นักพัฒนาเพิ่มมาอีกคนนึงนะ เรียนต่อกลับมาแล้วอย่าเพิ่งละความพยายามที่จะปฏิวัติการศึกษาไทยนะคะ

สู้สู้ สู้ตาย!

aimnantawan said...

หวัดดีค่ะ พอดีหลงเข้ามาในนี้ อ่านข้อความเเล้วรู้สึกดีนะค๊ะ อย่าเพิ่งตกใจว่านี่ใครกันนะค๊ะ หวังว่าคงจำกันได้ ขอบคุณที่มาส่งที่บ้านนะจ๊ะ อาจารย์หนุ่มหล่อไฟแรงจริงๆ ดีใจกับลูกศิษย์คณะนี้นะค๊ะ รวมถึงลูกศิษย์คณะอื่นที่มีโอกาสได้เรียนกับอาจารย์ด้วย ได้ข่าวว่าจะไปเรียนต่อที่อังกฤษ กันยานี้เเล้ว เมื่อประสบความสำเร็จก็กลับมาสอนเด็กๆ อีกนะค๊ะ หวังว่าคงมีโอกาสได้พบกันอีกจ้า ยินดีให้คำปรึกษาปัญหาเรื่องฟันฟรีนะค๊ะ

Anonymous said...

ขอบคุณสำหรับคำแนะนำครับ ถ้ามีมุขสนุก ๆ และไม่สงวนลิขสิทธิ์ จะขอยืมไปใช้กับนักเรียนบ้าง :-P

ยินดีด้วยกับการไปเรียนต่อนะครับ

Anonymous said...

เพื่อนมีความสุข เราก็มีความสุขด้วยนะ

ชีวิตนี้สุขมากกว่าทุกข์ก็ดีแล้วเน๊อะ

ขอบคุณที่ส่งอะไรดีดี มาให้อ่านนะ

Anonymous said...

หนูก็เป็นคนนึงที่ได้นั่งเรียนกับอาจารย์กระต่ายน้อยนะคะ
รู้สึกได้เลยว่าอาจารย์ตั้งใจสอนมาก มีมุก(แป้ก)ได้ตลอด
และหนูก็เป็นคนนึงที่อาจารย์ถามหลังจากที่สอนเสร็จด้วย
หนูรู้สึกดีนะที่อาจารย์พยายามเข้าใจลูกศิษย์ ดีค่ะตรงนี้
ขอชมเชย และก็ขอแสดงความยินดีกับอาจารย์ด้วยนะคะ
ที่ในที่สุดก็ได้ไปเรียนต่อตามที่ตั้งใจไว้

Anonymous said...

ยินดีในทุกๆเรื่องนะคะ รวมทั้งเรื่องเรียนต่อด้วย

เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^-^

Anonymous said...

อืม...อ่านเรื่องการสอนของอ.พี่ปรินซ์ทำให้ปาล์มรู้สึกอยากกลับไปเรียนecอีกรอบจริงๆ

จำความรู้สึกตอนเรียนได้ว่า มันทรมานมากๆกับการต้องนั่งเรียนชั่วโมงครึ่งแบบไม่รู้เรื่องเป็นเวลา 1 เทอม ทำให้เรามีทัศนคติผิดๆเกี่ยวกับวิชาเศรษฐศาสตร์และหนังสือที่เกี่ยวข้องอยู่นาน

เมื่อไม่นานมานี้ ปาล์มได้มีโอกาสเรียนเรื่องทฤษฎีเกม แต่ไม่เข้าใจในบางส่วน ฝ้าย(s group)เลยใจดีให้ยืมหนังสือที่อ.ปกป้องเขียน ซึ่งบทหนึ่งมีเรื่องเกี่ยวกับทก. เปรียบเทียบกับชาวนาปลูกข้าว...ทำให้ปาล์มพลิกไปอ่านเรื่องอื่นๆและพบว่าเศรษฐศาสตร์เป็นเรื่องที่น่าสนใจ...*มากๆ*

รู้สึกโชคดีแทนน้องๆรุ่นนี้และรุ่นต่อๆไปจริงๆ ที่จะได้*เรียนและรู้(เรื่อง)เศรษฐศาสตร์อย่างสนุกและเข้าใจค่ะ

Anonymous said...

ขอบอกว่าเป็นเด็ก นอกคณะเศษฐ์ และเรียนสายวิทย์ แต่ชอบเรียนวิชานี้มาก ทุกวันนี้ ไปทำงาน อ่านหนังสือพิมพ์ ยังนึกขอบใจ มหาลัย อยู่เลย ที่ให้เรียน TU 120, 110 , 130และวิชานี้ เพราะทำให้เราเป้นคนมองสังคมได้กว้าง และเป้นตัวของตัวเอง
ss