Monday, October 20, 2008

ภาพลวงตาของชะตากรรม

เราจะต้องสละชีวิตเพื่อชาติ

เราจะต้องทำลายสิ่งที่เป็นภัยต่อชาติ

เราจะต้องปกป้องชาติจากคนเลว

สิ่งเหล่านี้เป็นชะตากรรมของเรา

.......................


ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่เราต้องแบกความเป็นชาติเอาไว้เป็นส่วนหนึ่งของชะตากรรมของเรา

ทั้งที่ชะตากรรมเหล่านี้กลับถูกกำหนดได้ ผ่านการปลุกปั่น ผ่านการแย่งชิงอำนาจ

แต่เราก็กลับยอมรับมันเป็นชะตากรรมโดยไม่มีข้อแม้

ยอมสละชีวิตเพื่อมัน

หรือแม้กระทั่งยอมทำร้ายคนอื่นเพื่อมัน

เพื่อชะตากรรมที่...สุดท้าย อาจเป็นแค่สิ่งประดิษฐ์ทางการเมืองนี่นะ

Friday, October 17, 2008

People Alliance for What?

a) For Democracy



(...............NO!)


b) For Military

(..........May be???)

c) For Money

(.......Possible?)


d) For Middle Class Interest

(........Really?)

e) For Monarchy

(Ahhhhhhh! @$@#W^%$#YG)

Friday, October 10, 2008

Time to stop taking things at face value

แม้ว่าเมืองไทยเราจะชอบอะไรง่ายๆ สั้นๆ แบบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป

แต่ก็ไม่ใช่ว่าทุกอย่างที่สั้นๆ ง่ายๆ จะดีเสมอไป

บางทีเราก็ต้องการอะไรที่ ลึก มีรายละเอียดบ้าง

โดยเฉพาะเมื่อมีความขัดแย้งทางการเช่นในปัจจุบัน

........................

ในเมืองไทย หลายๆครั้งที่คำต่างๆถูกใช้มาแบบสั้นๆ ด้วยเหตุผลแบบสำเร็จรูป

สมานฉันท์ สามัคคี

รักชาติ เสียสละเพื่อชาติ

คำเหล่านี้มาแบบสำเร็จในตัวมันเอง อะไรก็ได้ที่เป็นไปตามคำกล่าวเหล่านี้ ย่อมน่าปฎิบัติตาม น่าใช้เป็นแบบอย่าง

"_______".........ย่อมดีเสมอ

ลองเติมคำข้างต้นลงในช่องว่าง แล้วคุณก็จะได้คำกล่าวอ้างต่างๆ เกือบทั้งหมดที่มีอยู่ในการเมืองไทย

ที่น่าเศร้าคือ เราไม่เคยไปไกลกว่าคำเหล่านี้

ไม่เคยคิดให้"ลึก" ไม่ให้ความสำคัญกับรายละเอียด สภาวะแวดล้อม

ไม่ตั้งคำถามกับความสำเร็จรูปที่มีอยู่

ว่ามันสะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมแค่ไหน

........................

สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันก็เช่นกัน

หลายๆคำสำเร็จรูป ควรต้องถูกตั้งคำถามอย่างยิ่ง

"ภาคประชาชน" ส่งผลดีต่อประชาธิปไตยเสมอ จริงหรือ

"ความรุนแรง" ถูกผูกขาดโดยรัฐ จริงหรือ

หรือแม้กระทั่ง

"การเมือง" เป็นเรื่องของการหาคนดีมาบริหารประเทศ จริงหรือ

บางทีเราอาจจะได้พบกับคำตอบที่ไม่สำเร็จรูป อย่างที่มีอยู่อย่างเกลื่อนกลาดตามสื่อหรือแถลงการณ์ของอาจารย์มหาวิทยาลัยก็ได้

Tuesday, October 07, 2008

back to Oxford

ขอโทษที่หายไปนานอีกแล้ว

พอดีกลับเมืองไทย เลยหยุดพักผ่อนยาวเสียสามเดือน

รอจนการเมืองไทยประทุ จึงได้ฤกษ์หนีกลับมาอังกฤษ และได้กลับมาเขียนบล้อกอีกครั้ง

แล้วพบกัน

Sunday, June 29, 2008

ที่หนึ่งไม่ไหว ขอแสดงความเสียใจกับมิชาเอล บัลลัค

ว่ากันว่าในเกมฟุตบอลไม่เคยมีใครต้องการเป็นที่สอง

ไม่เคยมีใครใส่ใจกับรองแชมป์ แชมป์เท่านั้นที่จะถูกจดจำ

แต่แล้ววันนี้ เขาคนนี้ มิชาเอล บัลลัค ก็ต้องประสบกับชะตากรรมเดิมๆอีกครั้ง

เพราะเขา...คงเกิดมาเพื่อเป็นที่สองอย่างแท้จริง



...............

เมษายน 2545

ทีมไบเออร์ เลเวอร์คูเซ่น ภายใต้การนำทัพของบัลลัค ผู้เล่นที่กล่าวได้ว่าดีที่สุดในทีม กำลังลุ้นแชมป์อยู่มากมาย
ทีมกำลังนำห่างอยู่ในลีกบุนเดสลีกา และยังได้เข้าชิงบอลถ้วยเยอรมันคัพ

ที่สำคัญ เลเวอร์คูเซ่น ยังได้เข้าชิงยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกอีกต่างหาก

แต่แล้วเรื่องไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น

อยู่ดีๆทีมของบัลลัคก็ช็อตไปในบอลลีค พลาดท่าโดนโบรุสเซีย ดอร์ทมุนแซงได้แชมป์ไปในโค้งสุดท้าย

มิหนำซ้ำ ยังพ่ายแพ้บอลเยอรมันคัพไปอย่างหมดท่าให้กับชาลเก้ 04

ที่แย่ที่สุดก็คือ เลเวอร์คูเซ่น ยังได้ฝันสลาย พ่ายแพ้นัดชิงยูฟ่าแชมป์เปี้ยนส์ลีกไปให้กับรีล มาดริด ด้วยน้ำมือของซีเนอดีน ซีดาน ซึ่งกำลังเล่นฟุตบอลได้ตรงตามนิยามของของคำว่า "ขั้นเทพ" อยู่ในขนะนั้น

เอาล่ะครับ สามรองแชมป์เข้าไปแล้ว

แต่เดี๋ยวก่อน เรื่องยังไม่จบแค่นี้

กรกฏาคม 2545 ทีมเยอรมนีที่มีบัลลัคเปนผู้เล่นที่ดีที่สุดก็ได้เข้าสู่รอบชิงฟุตบอลโลก โดยพบกับบราซิล

หลังจากนั้นตำนานความผิดหวังของบัลลัคก็เกิดขึ้นสมบูรณ์เป็นครั้งแรก

แม้เขาจะถูกแบนไม่ได้ลงเล่นในนัดชิง

แต่ก็นั่นล่ะ ดวงที่สองมันแรง และเยอรมันก็พ่ายแพ้ไปให้กับบราซิล

ในปี 2545 บัลลัค จึงโกย "รองแชมป์" ไปทั้งหมด 4 รายการด้วยกัน

เป็นนักฟุตบอลที่ได้รองแชมป์มากที่สุดในปีเดียวกันคนหนึ่ง

.............แต่เดี๋ยวก่อนครับ ท่านผู้ชม เรื่องยังไม่จบเท่านี้

เมษายน 2551

หกปีผ่านไป บัลลัคได้เดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวจนมาอยู่ที่ประเทศอากาศแย่ อาหารห่วย เกาะที่ไม่มีซีฟู้ด และมหาอำนาจที่ต้องล่าอนานิคมเพราะไม่อยากอยู่ประเทศตัวเองกัน...อังกฤษนั้นเอง

เชลซีของบัลลัคก็กำลังลุ้นแชมป์อยู่มากมาย

เชลซีได้เข้าชิงแชมป์ลีกคัพกับสเปอร์ ที่มที่ว่าไปแล้วก็อ่อนกว่ามาก

ฟอร์มในบอลลีกก็ไปได้ดี หายใจรดต้นคอแมนยูอยู่โดยมีคะแนนเสมอกัน ต่างแต่เพียงแค่ลูกได้เสีย

ที่สำคัญ บัลลัคยังได้มีโอกาสแก้ตัวในแชมป์เปี้ยนส์ลีกนัดชิงกับแมนยู

และแล้วพลังรองแชมป์ของบัลลัคก็เปล่งประกายอีกครั้ง

เชลซีพ่ายสเปอร์ไปในนัดชิงลีกคัพแบบโคตรโชคร้าย บอลเด้งกระดอนไปโดนหน้าคู่ต่อสู้เข้าโกลแพ้ไปเฉยเรย

และก็ยังไล่ตามแมนยูไม่ทันในลีก แมนยูจึงได้แชมป์ไปอย่างฟลุคๆ (เพราะทีมที่ดีที่สุดจริงๆคืออาร์เซนอล)

สองรองแชมป์ล่วงหน้าไปแล้ว จนมาถึงนัดชิงแชมป์เปี้ยนส์ลีก

ท่านผู้ชมครับ คงไม่ต้องสืบว่าเกิดอะไรขึ้น

เสมอกันในเวลา ต้องดวลจุดโทษ

โรนัลโด้ของแมนยูพลาดไปก่อนหนึ่งลูก ทำให้เชลซีขึ้นนำ เหลือเพียงยิงเข้าในลูกสุดท้ายก็จะชนะทันที

ในวินาทีที่ จอห์น เทอร์รี่ กัปตันทีมเชลซี ก้าวไปยิงจุดโทษลูกสุดท้ายเพื่อให้ทีมชนะนั้น ไม่มีใครนึกจริงๆว่าเขาจะพลาด เทอร์รี่ก้าวเข้าไปด้วยสีหน้ามั่นใจมากๆ

เทอร์รี่วิ่งเข้าหาลูกฟุตบอลอย่างช้าๆ แฟนๆเชลซีเตรียมฉลอง บัลลัคเองคงคิดในใจว่า "กรูจะล้างอาถรรพ์ได้เแล้วเฟร้ย"

อุแม่เจ้า! ประดุจดั่งมีคนเอากล้วยหอมจอมซนให้เทอรรี่สวมใส่แทนอดิดาส!!!

เทอร์รี่ลื่่นครับ ยิงออกไปเฉยเลย ผมดูอยู่ยังงง มันลื่นได้ไงวะ

แล้วแมนยูก็ชนะไปในการดวลจุดโทษต่อหลังจากนั้น

สามรองแชมป์ แกรมด์สลิ่มกลับมาให้บัลลัคได้ลิ้มรสอีกครั้ง

..................แต่เดี๋ยวก่อน อีกครั้งที่เรื่องยังไม่จบแค่นี้

เพราะในวันนี้ วันที่ 29 กรกฏาคม 2551

ทีมเยอรมนีภายใต้การนำทัพของบัลลัคก็ได้ฝ่าฝันมาจนถึงรอบชิงชนะเลิศของฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป

โดยได้พบกับทีมสเปนในนัดชิง

ทุกท่านคงทราบดีแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

สเปนก็ชนะไป

และบัลลัคก็ได้รองแชมป์ไปอีกครั้ง

รวมเป็นสี่รองแชมป์ ครบถ้วนเท่าหกปีที่แล้วเดี้ยะๆ

.......................

เขาคนนี้นี่ล่ะครับ ที่เหมาะกับเพลงของวงไอน้ำมากที่สุด

"ที่หนึ่งไม่ไหว ฉันเต็มใจขอเป็นแค่ที่สอง"

ขอคารวะนายจริงๆ มิชาเอล บัลลัค แม้เขาจะว่ากันว่าไม่มีใครจดจำรองแชมป์ แต่เราจะจดจำนายไว้แน่นอน

...ว่านายคือที่สอง...ตลอดกาล

...ขอเชิญทุกท่านร่วมร้องเพลง "ที่หนึ่งไม่ไหว" ให้กับมิชาเอล บัลลัค



...และขอเชิญชม "ลูกลื่น" ของ จอห์น เทอรี่ อีกครั้งหนึ่ง

Thursday, June 26, 2008

ถุงขนม(ราคาแพง)ของ(ทนาย)คุณทักษิณ

ถุงขนมราคาสองล้าน แหม่ อยากให้มีคนหยิบผิดมาให้บ้างจัง

จะรีบชมเลยว่า ขนมอร่อยมากๆ

และถ้ามาขอคืนจะรีบบอกเลยว่า กุกินหมดแระ

...........

จะว่าไปคดีนี้ก็เป็นคดีประวัติศาสตร์คดีหนึ่ง

หลายคนคงยังสงสัยว่ามันจัดฉากหรือเปล่า...

ผมว่าไม่นะ

หนึ่ง ถ้าจัดฉาก คนเล่นคงลงทุนกันมากพอดู เล่นจริงติดคุกจริง โดยเฉพาะถ้าพิจารณาว่าคนเล่นละครหลักเป็นถึง ญาติ ของคุณหญิงพจมาณ

ลองคิดกันดูเล่นๆ ว่าถ้าเป็นละคร อีกฝ่ายจะจัดฉากให้เกิดเหตุการณ์แบบนี้ได้อย่างไร ผมว่าความเป็นไปได้มีน้อยมากๆที่จะเป็นการจัดฉาก

สอง ว่าก็ว่าเถอะ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมได้ยินถึงพฤติกรรมการติดสินบนศาลของนักการเมืองไทย โดยเฉพาะคุณทักษิณ ถ้าจำกันได้ สมัยมีคดีเขาอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ ก็มีข่าวว่ามีการติดสินบนผู้พิพากษา

ทักษิณเองก็ไม่ใช่คนขาวจั้วอะไร ทำธุรกิจผ่านการผูกขาดโดยขอสัมปทานจากรัฐ เรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับเขา

สาม หลายคนคิดว่ามันโง่เกินไปที่จะติดสินบนเอาให้ตัวเองถูกจับง่ายๆแบบนี้ ผมคิดว่าจุดประสงค์ของสินบนนี้ ไม่ได้ทำเพื่อหวังผลใหญ่ แต่แค่หวังจะ "หล่อลื่น" กระบวนการแทรกแซงการตัดสินเท่านั้นเอง

มันเป็นเงินสองล้านจิ๊บๆ ที่เป็นค่าขนมสำหรับเจ้าหน้าที่ศาลเท่านั้น ผมว่าจริงๆคงมีการติดสินบนมากกว่านี้ โดยเฉพาะในระดับที่สูงขึ้นไปอีก

แต่พอดีมันซวยหน่อย ผมว่าเผลอๆ เจ้าหน้าที่ศาลคนนั้นอาจไม่ตั้งใจด้วยซ้ำที่จะเอาถุงขนมไปหาผู้บังคับบัญชา

ลองคิดดูดิ ว่าถ้าเขาซื่อน้อยกว่านี้หน่อย เปิดออกมาดูซักนิดว่าเป็นอะไร เขาอาจจะตัดสินใจเก็บไว้เองก็ได้

ผมว่า งานนี้ก็ซวยหน่อยละกันนะคร้าบ คุณทนายทักษิณ

.............

หลายๆคนบอกว่้าคนฉลาดอย่างคุณทักษิณไม่น่าจะทำอะไรโง่เขลาแบบนี้ได้...

ผมคิดว่า ทักษิณนี่ล่ะครับ คนที่การตัดสินใจมีปัญหา โดยเฉพาะเวลาที่อยู่ภายใต้ภาวะกดดัน

ลองมานั่งทบทวนดู มีสองสามกรณีที่ผมขอยกเป็นตัวอย่าง

หนึ่ง การตัดสินใจขายหุ้นชิน ในช่วงเวลาที่ตัวเองกำลังโดนประท้วงอยู่

ผมว่านั่นคิดจุดเปลี่ยนสำคัญเลยล่ะ เป็นจุดที่ทำให้หลายๆคนรู้สึก "รับไม่ได้" กับเขา

แล้วมันทำแบบนั้นทำไมฟระ ในช่วงเวลาที่ตัวเองก็โดยจ้องจัดการอยู่โดยคู่ต่อสู้ แถมคู่ต่อสู้ยังเริ่มอ่อนกำลังลงแล้วอีกต่างหาก

เหมือนแข่งบอลแล้วนำอยู่ พอใกล้หมดเวลา เปลี่ยนกองหลังออก เอาศูนย์หน้าลงมาเพิ่ม

แถมกองหลังที่เหลืออยู่ยังเป็นบ่ออีก

นำๆอยู่ดีๆ กะให้แพ้ไปเลย

ผมเองยังไม่เข้าใจ

สอง การเอาสมัครมาเป็นนายก

ผมว่านี่เป็นปัญหาที่ทักษิณกลุ้มใจอยู่ทุกวันนี้

สมัครดูเหมือนจะทำตัว ลอยๆ อย่างชัดเจน กรุมานั่งทำกับข้าว กวนตีนสื่อ และจงรักภักดี ก็พอแล้ว

ส่วนอื่นๆ กรุไม่เกี่ยว ปวดหัว ไม่ทำ

พรรคของกรุเหรอ ก็ม่ายช่าย อยากตีกันก็ตีกันไป อยากแย่งกันก็แย่งกันไป กรุม่ายรู้ ม่ายสน

คุณทักษินลงเงินมาเยอะ คงปวดหัวกับปัญหาภายในพรรคอยู่พอดู ก้วนเหล่าต่างๆก็ใช่ปรองดอง

ยิ่งระดับหัวหน้าพรรคเป็นแบบนี้ เปิดการ์ดให้คู่แค้นต่อยตลอด

ผมก็ยังไม่เข้าใจ

สาม การเปลี่ยนผู้จัดการทีมที่แมนซิตี้

ในช่วงเวลาที่แฟนๆกำลังดีใจกับการที่ทีมได้ขึ้นถึงอันดับสูงสุดในรอบหลายปี

มีนักเตะที่มีชื่อเสียงหลายๆคนข้ามาร่วมทีม ผู้จัดการทีมก็โด่งดัง มาอยู่แค่ปีเดียวก็ทำได้ขนาดนี้

คุณทักษิณก็ไล่ผู้จัดการทีมออกเฉย

ก็เห็นว่าขัดแย้งกันเพราะโดนแข็งข้ออ่ะนะ แต่การทำแบบนี้่โดยไม่สนใจเสียงแฟนบอลเลย มันทำให้ความนิยมในตัวคุณทักษิณติดลบไปเลย

ที่แย่กว่านั้น เขาเอาใครมาแทนครับ นักเตะในตำนานของคู่แค้นร่วมเมือง

จะว่าดีกว่าคนเก่า ก็ไม่เลย ไม่มีอะไรเทียบคนเก่าได้

สำหรับแฟนๆแมนซิตี้ อาจจะรู้สึกเหมือนคนไทยอยู่ก็ได้

คนไทย: ไม่เอาทักษิณ ก็เอาสมัครไป

แฟนๆแมนซิตี้: ไม่เอาทักษิณ ก็เอาพี่มาร์ค (ฮิวจส์) ไป

ตกลงคือพวกเราผิดแต่แรกที่กล้าตอแยกับท่านทักษิณใช่ไหมครับ ถึงได้ให้ของขวัญกับเราแบบนี้

ผมก็ยังไม่เข้าใจ

.................

ดูรวมๆแล้ว ผมคิดว่า คนที่ว่าคนฉลาดอย่างคุณทักษิณจะทำอะไรพลาดแบบนี้ได้ไง?

โปรดลองคิดดูอีกที

ผมว่าบางครั้งเขาก็ฉลาดนะ

แต่หลายๆครั้ง เขาก็ตัดสินใจประหลาดๆน่ะ เช่นสามกรณีข้างต้น

He is capable of doing something stupid!

จริงมะ?

Tuesday, June 24, 2008

รัฐบาลที่พันธมิตรต้องการเป็นแบบไหน

อ่านข่าวเรื่องการบ้านการเมืองไทยแล้วเสียจิต

ผมไม่เคยต่อต้านการเมืองบนท้องถนน และคิดว่าประชาธิปไตยทางตรงเป็นเรื่องสำคัญมากๆในการพัฒนาคุณภาพของระบบการเมือง

แต่ก็ไม่ใช่ว่าการเมืองบนท้องถนนทุกรูปแบบจะช่วยให้เกิดพัฒนาการทางการเมืองได้

การมีส่วนร่วมเรียกร้องสิทธิ เป็นเรื่องที่ทำได้อยู่แล้ว และก็ไม่ควรถูกปราบปราม

แต่ประเด็นเรื่องที่พันธมิตรเล่นในการปลุกระดมนี่สิ ที่น่าผิดหวััง

ผมไม่รู้ว่ารัฐบาลแบบที่พันธมิตรต้องการเป็นอย่างไร

ถ้าดูเอาจากประเด็นของการประท้วง...

คงต้องเป็นรัฐบาลที่รักในหลวง รักชาติ ต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดน ยอมเสียเลือดเนื้อเพื่อกำจัดคนชั่วให้สิ้นซาก

รู้ไหมมันคล้ายอะไร...นิยายสงครามที่เราอ่านกันตอนป.สี่ไง

มันน่าผิดหวังที่การเมืองไทยวุ่นวายอยู่กับเรื่องพวกนี้

"เขาพระวิหาร หมิ่นสถาบัน ธงชาติ"

ทั้งๆที่ปัญหาเศรษฐกิจกำลังเกิดขึ้นทั่วโลก ข้าวปลาอาหารแพงขึ้นเกือบเท่าตัวในเมืองไทย

น้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆแต่กรุงเทพก็ยังไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ดีพอ

คนตายเป็นเบืออยู่ทุกวันในจังหวัดสามชายแดนภาคใต้

ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่มีความเหลื่อมล้ำทางรายได้สูงที่สุดประเทศหนึ่งในโลก

ปัญหาเหล่าีนี้กลับได้รับการพูดถึงน้อยมากในการประท้วงของพันธมิตร ที่ยิ่งน่าตกใจใหญ่คือคนจำนวนมากที่เข้าร่วม เขาไม่รู้สึกเอะใจกันหรืออย่างไรกับเรื่องที่ตัวเองถูกเป่าหูอยู่ทุกวัน

เขาไม่เคย "คิด" อะไรลึกไปกว่า "รักชาติ รักในหลวง" ไม่เคยสงสัยในข้อมูลที่ตัวเองได้รับเลยหรือ

การเมืองบนท้องถนนโดยทั่วไปอาจช่วยเปิดมิติใหม่ให้กับประชาธิปไตย แต่การเมืองบนท้องถนนของพันธมิตรนั้นคงต้องการเพียงแต่ให้การเมืองไทยย้อนกลับหลังไปร้อยปีไปสู่ระบอบเผด็จการโดยผู้มีศีลธรรม

ผมไม่คิดว่าพันธมิตรไม่มีสิทธิประท้วง

แต่ผมคิดว่าพันธมิตรควรปรับปรุงประเด็นที่ตัวเองประท้วง

เลิกเล่นบนความรู้สึกรักและคลั่งได้แล้ว เลิกปั้นน้ำเป็นตัวเอาหลักฐานมั่วๆมาประติดประต่อได้แล้ว

โปรดบอกทีว่ารัฐบาลจะต้องทำอะไร ไม่เอาว่าลาออก รัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง พันธมิตรควรจะยอมรับสิทธิในการเข้าสู่อำนาจว่าชอบธรรมแล้ว

มิเช่นนั้นการเลือกตั้งจะมีไว้ทำไม

หากต้องการจะมีส่วนร่วมทางตรง ก็ควรกำหนดประเด็นการมีส่วนร่วม และควรเป็นประเด็นที่เกี่ยวกัีบสาระสำคัญในการบริหารประเทศ

ควรเป็นประเด็นที่นำไปสู่การถกเถียงที่ใช้เหตุใช้ผลได้ เป็นประเด็นที่นำไปสู่การแก้ปัญหาที่รุมเร้าประเทศอยู่ในตอนนี้ได้

ผมว่าถึงเวลาแล้ว ที่เราจะมีสิทธิในการบอกพันธมิตรบ้าง

บอกแบบดังๆพร้อมๆกันว่า เราไม่ซื้อเรื่องแบบที่นายพยายามปลุกระดมอยู่ และนายโปรดกลับบ้านไปเถอะ ผู้คนเขาเบื่อเต็มทีแล้ว

สมัครมันไม่ลาออกหรอก มันหน้าด้านมาได้เป็นสิบๆปีจนแก่ปานนี้ ยุทธวิธีแบบพวกนายน่ะ ไม่ระคาย!!!

ถ้าคิดว่าคอร์รัปชั่นมันหนักหนาเกินกว่าจะรับได้ละก็ มุ่งสนับสนุนให้เกิดการตรวจสอบจากองค์กรอิสระ และภาคประชาชน ดีกว่า

ไปพัฒนากลไกพวกนั้น สร้างระบบ ไปพูดคุยแลกเปลี่ยนความเห็นกับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มที่ัพวกนายว่าโง่ดักดานรักทักษินนั้นล่ะ ลองถามเขาดูสิ ว่าทำไมเขาถึงคิดไม่เหมือนนาย

ถ้าไปไม่ได้ไกลกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ การเมืองของพันธมิตร ก็เหมือนกับการลากสังคมไทยทั้งหมดถอยหลังลงคลองไปดีๆนี่เอง

Sunday, June 22, 2008

ทำไมสามเสือบารซ่าจะไม่ย้ายทีมเร็วๆนี้?

ถ้าใครติดตามฟุตบอล คงต้องรู้จักสโมสรบาร์เซโลน่าเป็นอย่างน้อย

สโมสรที่ว่ากันว่ายิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เจ้าบุญทุ่มบาร์ซ่า แห่งแคว้นคาตาลันย่า

และถ้าใครอ่านข่าวบอลอยู่เรื่อยๆคงรู้ว่า บารซ่าล้มเหลวมาในปีที่แล้ว

ในช่วงซัมเมอร์นี้บาร์เซโลน่าเลยได้เปลี่ยนโค็ชจาก แฟรงค์ ไรจ์การ์จ เป็น เป็ป กวาร์ดิโอล่า

และได้ประกาศว่าจะโละนักเตะหลักๆหลายๆคน โดยเฉพาะสามเสือ เดโก้ เอโต้ และโรนัลดิญโญ่

แม้ว่าสามคนนจะี้เป็นขั้นโคตรเทพ เล่นบอลเหมือนเกิดจากตัวอีดิตใน winning แต่ก็โดนประกาศไปแล้วว่าไม่อยู่ในแผนการทำทีมในอนาคต

ทีนี้ปัญหาก็คือ ทุกทีมอื่นๆย่อมอยากได้นักเตะแบบนี้ไว้ครอบครอง

แต่ก็อีกนั่นล่ะ ทุกทีมที่จะต้องจ่ายค่าตัวแพงหูฉี่ เพื่อให้ได้ตัวหนึ่งในสามคนนี้

ทีนี้ทำไมผมถึงไม่คิดว่าสามคนนี้จะย้ายทีมได้ในเร็ววัน???

ผมขอวิเคราะห์ดังนี้:

ประการแรก มีทีมอยากได้นักเตะแบบนี้หลายทีม หากทีมไหนเริ่ม bid ก็จะมีทีมอื่น bid สู้ สู้ไป สู้มา เข้าเนื้อทั้งคู่

เพราะฉะนั้น การจะ bid ไม่้ให้เข้าเนื้อ ต้อง bid ตอนตลาดใกล้ปิด เพราะตอนนั้น Barca ได้เท่าไหร่ก็ต้องรับ

ถึงตอนนั้นนี่ การเกทับไปมาจะไม่เกิดซ้ำซ้อนกัน ราคาไม่เฟ้อ

ประการที่สอง บาร์ซ่าพลาดมากที่ออกมาประกาศว่าสามคนนี้จะโดนโละ

ถ้าคุณเป็นคุณซื้อ ของที่คนขายบอกว่าจะต้องโละแล้ว เขาจะเอามาลดราคาตอนไหน!!!!

แน่นอน ก่อนที่ร้านค้าจะปิด

ฉะนั้น ทีมทุกทีมที่อยากได้ัสามคนนี้จะรอจนตลาดซื้อขายนักเตะใกล้ปิดแล้วค่อย move

เพราะฉะนั้น กระต่ายน้อยฟันธง!!!

สามเสือบาร์ซ่าที่ไม่เป็นที่ต้องการ ไม่ย้ายทีมในเร็ววันนี้แน่นอน เว้นแต่ว่าจะมีทีมเงินหนา...แต่โง่ ทุ่มทุนสร้าง

กลับมาแระ

Oh man!

หายหน้าหายตาไปปีนึงเต็มๆ ไม่อยากจะเชื่อ

ชีวิตเปลี่ยนไปเยอะพอดูล่ะครับ เรียนปีสองนี่หนักเหมือนเดิม ทำทีสิสขนาดยักษ์ แล้วก็สอบ ตอนนี้เสร็จหมดแล้ว รอฟังผลอย่างเดียว ถ้าเรียบร้อยดีก็กลับมาเรียนต่อปีหน้ัา เรียนต่อไปอีก ฮ่าๆ

ที่เปลี่ยนไปคือ ตอนนี้มีสาวข้างกายคอยเป็นกำลังใจให้ละ คนไม่เหงา บล้อคเลยร้างอ่ะดิ

หวังว่ากลับมาใหม่คงไม่มีคนอ่านแล้ว เย้ๆ จะได้เก็บไว้อ่านคนเดียว

แต่ถ้าใครเปิดกลับมาก็สวัสดีนะครับ ขอบคุณที่ยังนึกถึง

.............

ตอนนี้การบ้านการเมืองโคตรวุ่นวาย ปัญหาซับซ้อน เป็นเงื่อนเกลียวตลบตวัด หาทางคลายไม่ออก อาเมน+

ผมเองช่วงที่ผ่านมาก็ติดตามอยู่พอดู แต่ดูแล้วเซ็ง จิตตก ฟุ้งซ่าน อ่านหนังสือไม่ได้ เลยต้องคิดถึงมันน้อยลงบ้าง

ตอนนี้สอบเสร็จแล้ว ว่าจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องการเมืองไทยเก็บไว้อ่านเล่น เพราะปีสองเรียนวิชาการเมืองอินเดียเป็นตัวเลือกตัวนึง หัวข้อหลักๆมันเกี่ยวกับการเมืองของประชาธิปไตยและการพัฒนาในอินเดีย

เรียนสนุกมากๆ มีเรื่องน่าสนใจเยอะทีเดียว แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะ

.............

โอ้ แล้วช่วงนี้ว่าง เลยได้ดูบอลทุกวัน

พลิกล็ิอคมาสามคู่ติด วันนี้สเปนล้างอาถรรพ์จุดโทษวันที่ 22 มิย. (สเปนเคยแพ้ลูกโทษในวันเดียวกันนี้มาสามครั้ง)

เชส ฟาเบรกัส นี่สุดยอด สมแล้วที่มาจากทีมที่เก่งมากๆในอังกฤษ

ดูบอล ซดเบียร์ ทำกับข้าว อ่านหนังสือที่อยากอ่าน ออกกำลังลดไขมันที่สะสมมาสองปีเต็ม

ชีวิตดี ชีวิตดี

.............

ไปดีกว่า พรุ่งนี้จะไปลอนดอนกับคุณแฟน ดีใจจะได้กินเป็ดโฟร์!!!

Tuesday, June 05, 2007

กลายเป็น Nerd 100%

หลังๆมานี้เจอเพื่อนทั้งฝรั่งและไทยถามคำถามเดิมๆใส่บ่อยๆ

ประมาณว่า เอ่อ(Sub-Thai)...นายอ่ะ วันๆทำไรบ้าง อ่านหนังสืออย่างเดียวเลยเหรอ ออกไปเล่นไรอย่างอื่นบ้างป่ะ มีเพื่อนบ้างไหม

เอ่อ เพิ่งรู้สึกตัวเหมือนกัน (ว่ะ) ว่าพักหลังมานี่ กลายเป็นโคตร Nerd หันหลังให้สังคมมากๆ หมกหมุ่นอยู่กับเรื่องตัวเอง ไม่ค่อยได้สนใจคนอื่นๆเลย ปฏิสัมพันธ์กับคนน้อยมาก

จริงๆเนี่ย เมื่อก่อนก็ไม่เป็นนะ โดยเฉพาะตอนอยู่วชิราวุธ ตอนนั้นเนี่ยยังเรียนโง่มากอยู่ วันๆก็เรื่อยเปื่อยไป ชีวิตไม่มีสาระ มีแต่เพื่อน

รู้สึกจุดเปลี่ยนจะไปอยู่ตอนเข้าธรรมศาสตร์น่ะ โง่ๆอยู่ดีๆก็ฉลาดขึ้นมา งง เหมือนฝันไปเลย

แต่พอเริ่มบินสูงแล้วก็เริ่มแบก แบกความหวังตัวเอง แบกความสำเร็จ มันก็หนักอ่ะนะ แต่ก็ทำไงได้ ก็ตัดสินใจจะปีนเขานี่ เหนื่อยนิดหน่อยก็ทนๆกันไป

รู้สึกว่าจะเริ่มซีเรียสกับชีวิตเพิ่มขึ้นมากๆตอนอยู่ธรรมศาสตร์

แต่ก็ยังไม่มากเท่าไหร่ มีเพื่อนๆที่รักบี้คอยเล่นตลก เพื่อนๆบีอีก็ฮาไปได้เรื่อยๆ ชอบสาวคนโน้นคนนี้บ้าง อกหักบ้าง อินเลิฟบ้าง

ชีวิตมาเปลี่ยนจริงๆตอนเป็นอาจารย์มั้ง

แบบว่าเข้ามาแล้วรู้สึกล้มเหลวในอาชีพการงานมากๆ รู้สึกพิการทางปัญญา

ที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านจากนักเรียนเป็นคนทำงานของเราล้มเหลว เราสร้างความเป็นมืออาชีพให้กับตัวเองไม่ได้ สร้างวินัยในการทำงานไม่ได้ (แบบว่าเป็นอาจารย์เนี่ยมันสบาย เราก็เลย ชิล...ซะ)

ก็สอนหนังสือโอเคนะ จัดกิจกรรมให้คณะดีๆบ้าง แต่ผลงานวิชาการแแบไม่มีเรย ถึงมีก็ไม่ค่อยดี สาเหตุน่ะหรือ ก็เพราะความชิลนั่นล่ะ

ประสบการณ์ที่สำคัญคงเป็นทุนอานันมั้ง ครั้งแรกรู้สึกโชคร้าย ครั้งสองรู้สึกพังทลาย

แต่ก็ต้องขอบคุณทุนอานันครั้งที่สองมากกว่าครั้งแรก ทำให้สำนึกไปนานจริงๆว่าความประมาทในชีวิตมันมีผลเสียยังไง

ขอบคุณที่ทำงานที่รักด้วยที่จัดบทเรียนให้ สงสัยเห็นเราเคยบ่นว่าอยากให้มีคอร์สอบรมให้อาจารย์ใหม่เยอะๆ เลยจัดให้หนึ่งบทใหญ่

เป็นอาจารย์อยู่เกือบสองปีก็มาเรียนต่อแบบซมซาน ความมั่นใจลดลงไปเยอะ

ก็เพิ่งมาสร้างใหม่เอาที่นี่ ค่อยดีขึ้นมาหน่อย

แต่รู้สึกจะจริงจังกับชีวิตมากๆเลย พักหลังเนี่ย แบบว่าจะต้องไม่ผิดพลาดอีกครั้ง เหมือนคนหลังพิงฝาชอบกล

คิดแล้วก็สะท้อนไปถึงตอนอยู่โรงเรียนเหมือนกันแฮะ ตอนนั้นเนี่ยไม่ได้ตั้งกฎเกณฑ์อะไรให้ชีวิตตัวเองเลย ทำอะไรก็ไม่เคยตั้งเป้าให้มันดีเลิศ ก็เอาตัวรอดดาบหน้าไปเรื่อย

...ชีวิตคนเนี่ย มันเปลี่ยนไปเร็วเนอะ

Saturday, June 02, 2007

ลัทธิ เศรษฐกิจพอเพียง

ขออู้งาน โดยการเอาบทความนสพ.มาแปะ

รัฐอยู่ที่ไหนในเศรษฐกิจพอเพียง
นิธิ เอียวศรีวงศ์

มติชนรายสัปดาห์ วันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2550 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1384

นิยามใหม่ของเศรษฐกิจพอเพียงที่ผมได้ยินมา ประกอบด้วยคุณลักษณะสี่ข้อดังนี้คือ

ความมีเหตุผล/ การทำอะไรพอกับกำลังของตน/ ความรอบรู้/ ความไม่ฟุ้งเฟ้อ
(ความเห็นกระต่าย: เป็นนิยามที่ครอบจักรวาลโคตรๆ ยิ่งกว่าคำสอนในศาสนาใดๆ สับสนๆๆๆๆ คลุมเครือๆๆๆๆๆ)

ว่ากันว่าสามารถนำไปใช้กับคนในทุกวิถีชีวิต นับตั้งแต่กรรมกรไปจนถึงเจ้าของบริษัทเบียร์

นับเป็นการขยายความจากพระราชดำรัส ซึ่งอาจมีนัยยะไปในทางวิถีชีวิตเกษตรกรรมเพียงด้านเดียว ถือว่าดีนะครับ คือช่วยกันขยายความและตีความให้ข้อเสนอของใครก็ตามที่เห็นว่ามีส่วนดี สามารถใช้ได้กว้างขวางขึ้น ... แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องพร้อมจะเปิดรับคำวิพากษ์วิจารณ์ เพราะที่จริงแล้วการวิพากษ์วิจารณ์ก็เป็นส่วนหนึ่ง ของกระบวนการปรับปรุงและพัฒนาข้อเสนอซึ่งมีส่วนดีนั้นนั่นเอง

ผมก็เห็นพ้องว่า หากขยายความอย่างที่เขาทำกันอยู่เวลานี้ (ซึ่งน่าสังเกตว่าล้วนทำโดยคนที่อยู่ในภาคเศรษฐกิจสมัยใหม่ นับตั้งแต่ รมต.คลังไปจนถึงนักธุรกิจ) อาจนำไปเป็นหลักในการประกอบการของคนได้หลายกลุ่มจริง

เหมือนคำสอนในการบริหารธุรกิจทั่วๆ ไป ซึ่งเป็นหลักอันปลอดภัยในการประกอบการแก่คนที่อยู่ในตลาด

แต่ที่ผมสงสัยก็คือ แล้วรัฐอยู่ที่ไหนล่ะครับ หรือศีลธรรม (เช่น ความรู้จักประมาณตนและความไม่ฟุ้งเฟ้อ) จะเข้ามาทำหน้าที่แทนรัฐ
(ความเห็นกระต่าย: รัฐใช้ปากครับ ใช้ปากบอกศีลธรรม มือตีนมิต้องทำไร)

ถ้าอย่างนั้น เศรษฐกิจพอเพียงคือการจัดการบริหารรัฐโดยไม่ต้องมีการเมืองใช่หรือไม่?
(ความเห็นกระต่าย: การเมืองอาจมี แต่ประชาธิปไตยไม่น่ามีนะครับ)

ในประเทศอื่นๆ รัฐมีบทบาทในการเสริมหลักการบริหารธุรกิจอย่างไม่สุ่มเสี่ยงและงอกงามอย่างมั่นคงมากทีเดียว ความรอบรู้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ประกอบการแต่ละรายต้องแสวงหาเพียงฝ่ายเดียว

รัฐจะร่วมลงทุนกับการแสวงหาความรู้ดังกล่าวอยู่มาก ไม่ว่าจะเป็นการศึกษาในมหาวิทยาลัย, อุดหนุนการวิจัย, หรือปรามการใช้ความรู้ในทางที่ผิด (เช่น การใช้ยาฆ่าแมลงเกินขนาดซึ่งย่อมทำลายตลาดของตนเองในระยะยาว)

มีระบบภาษีและการยกเว้นภาษี (ไม้เรียวและขนม) ที่จะทำให้ผู้ประกอบการทั้งรายย่อยและรายใหญ่ ไม่ลงทุนเกินกำลัง หรือเฉื่อยแฉะไม่หมุนกำไรมาสู่การลงทุนเลย

ความมีเหตุมีผลในการประกอบการ มาจากศีลธรรมของผู้ประกอบการส่วนหนึ่ง แต่รัฐก็มีส่วนช่วยอย่างมาก ในการป้องกันความโลภมิให้ครอบงำได้ เพราะรัฐสามารถเข้าไปทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบในการประกอบการ รัฐจึงสามารถทำให้การดำเนินการที่ไม่มีเหตุผลกลับเป็นการเสียเปรียบ

รัฐไทยทำอะไรบ้างกับหลักการกว้างๆ ของการบริหารธุรกิจ ผมคิดว่าไม่ได้ทำหรือทำน้อยมาก เราอาจกล่าวได้ว่าวิกฤตเศรษฐกิจซึ่งเกิดใน 2540 มาจากความไม่รู้จัก "พอเพียง" ของผู้ประกอบการ

แต่ความไม่ "พอเพียง" นี้ปรากฏมาก่อนหน้าเป็นเวลานานแล้ว รัฐก็ไม่ได้ทำอะไรเพื่อยับยั้ง หรือเสริมให้เกิดความ "พอเพียง" เลย

เศรษฐกิจพอเพียงจึงเป็นคำตอบ แต่ก็เป็นคำตอบเชิงศีลธรรมด้านเดียว จะเรียกว่าเป็นปรัชญาหรือไม่ใช่ก็ตาม

แต่คงไม่ใช่ "ศาสนา" นะครับ

เพราะศาสนาอยู่ได้โดยไม่ต้องมีรัฐ และรัฐจำนวนมากในโลกนี้ก็อ้างว่าเป็นรัฐโลกียวิสัย คือไม่เป็นของศาสนาใดเลย

ยิ่งกว่าการประกอบการ เศรษฐกิจพอเพียงยังเป็นไปได้แก่คนส่วนใหญ่เพราะมีสภาพที่เอื้ออำนวยด้วย เช่น มีสวัสดิการพื้นฐานที่มั่นคงแน่นอน ซึ่งรัฐจัดให้ และจัดให้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย เจ็บไข้ได้ป่วยก็สามารถได้รับการรักษาพยาบาลในราคาที่ใครๆ ก็เข้าถึง

ถึงอย่างไร บุตรหลานก็ได้เรียนหนังสือฟรีพอที่จะมีอาชีพเลี้ยงตัวได้, มีที่อยู่อาศัยที่มีความมั่นคงยั่งยืนพอสมควร, มีสิ่งแวดล้อมทั้งทางธรรมชาติและสังคมที่ทำให้ชีวิตสงบสุข, ฯลฯ

ศีลธรรมประจำใจก็ยังต้องมีนะครับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีเงื่อนไขที่เอื้อต่อสันตุฏฐีธรรมด้วย ไม่รู้จะโลภโมโทสันไปทำไมให้ร้อนใจตัวเอง พอเพียงครับ พอเพียงแล้วเป็นสุขกว่าอย่างเห็นได้ชัด

ใช่แต่ระบบสวัสดิการที่ดีเท่านั้น เงื่อนไขทางสังคมที่เอื้ออำนวยต่อเศรษฐกิจพอเพียงยังมีด้านอื่นๆ อีกมาก จะให้เกษตรกรกว่า 30% ของประเทศซึ่งไม่มีที่ทำกิน "พอเพียง" กับอะไรครับ ตราบเท่าที่ไม่มีและไม่พยายามจะปฏิรูปที่ดินให้เกิดความเป็นธรรม "พอเพียง" ก็เป็นเพียงคำปลอบใจแก่ท้องที่หิวโหยเท่านั้น

แรงงานต้องอยู่ในสภาพการทำงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ, ได้รับค่าจ้างในอัตราที่ไม่พอจะรักษาครอบครัวให้อบอุ่นได้ (พ่อไปทางแม่ไปทาง พี่ไปอีกทาง ในขณะที่ตายายกลายเป็นขอทาน), แม้แต่จะรวมตัวกันต่อรองก็ยังถูกขัดขวางทั้งด้วยกฎหมาย และสภาพของตลาดแรงงานที่รัฐไม่ยอมแทรกแซงให้เกิดอำนาจแก่แรงงาน, ฐานะการงานไม่มีความมั่นคง เพราะโรงงานหันไปใช้แรงงานนอกระบบซึ่งไม่ต้องถูกผูกมัดด้วยกฎหมายคุ้มครองแรงงาน, ทักษะที่ไม่มีก็คงไม่มีตั้งแต่วันแรกที่เข้าทำงาน จนถึงวันสุดท้าย เพราะไม่มีระบบที่จะทำให้เกิดการเพิ่มทักษะของแรงงาน

ปราศจากรัฐที่จะเข้ามาแก้ไขความไม่เป็นธรรมเหล่านี้ เศรษฐกิจพอเพียงมีความหมายอะไรแก่คนส่วนใหญ่ ถึงอยากฟุ้งเฟ้อก็ไม่มีกำลังจะฟุ้งเฟ้อได้มากนัก ในวันจ่ายค่าแรงครบวิก ขอกินลูกชิ้นปิ้งที่มีเนื้อมากกว่าแป้งสักหนหนึ่ง จะเป็นการฟุ้งเฟ้อหรือไม่... ก็ท้องมันหิวโปรตีนจริงๆ สักทีนี่ครับ

ในเงื่อนไขที่ไม่เอื้ออำนวยเหล่านี้ ผมคิดว่าเขาก็มีเหตุผล/รอบรู้/และประมาณตนที่สุดอยู่แล้วนะครับ

โดยไม่มีรัฐ เขาจึงอยู่ในเศรษฐกิจพอเพียงมานานแล้ว และถ้ายอมรับแค่นี้ได้ เศรษฐกิจพอเพียง ก็จะตรงกับความหมายที่บางคนเย้ยหยันว่า เศรษฐกิจพอเพียงคือที่จนก็ทนจนต่อไป ที่รวยก็ทนรวยให้ยิ่งๆ ขึ้นไป

ผมไม่ทราบว่า "นักเทศน์" ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมีกลาดเกลื่อนเวลานี้เคยได้ยินคำเย้ยหยันเหล่านี้หรือไม่ และเขาตอบสนองต่อคำเย้ยหยันเหล่านี้อย่างไร แม้พวกเขามีส่วนแบ่งในอำนาจรัฐอยู่สูง เขาคิดว่าจะใช้รัฐทำอะไรให้เกิดเศรษฐกิจพอเพียงได้จริงบ้าง
(คอมเมนต์กระต่าย: โคตรชอบคำนี้เลย นักเทศน์์ "ลัทธิเศรษฐกิจพอเพียง" ใช่เลยครับ มันมีทุกอย่างที่จะเป็นลัทธิมากกว่าทฤษฏี ผู้อ่านระวังจะกลายเป็นสาวกหรือผู้เผยแพร่ลัทธินี้โดยไม่รู้ตัวนะครับ)

หรือเศรษฐกิจพอเพียงเป็นเพียง "กัณฑ์เทศน์" เพื่อให้นักเทศน์แสดงความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอุดมการณ์ "ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข"

คือประชาธิปไตยที่ไม่มี "การเมือง" และพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงอยู่ "เหนือ" การเมือง
(คอมเมนต์กระต่าย: ฮึึึึ ฮึ ฮึ ฮึ อ.ประชดใครเนี่ย)

Thursday, May 31, 2007

สอบอีกละคร้าบ

โทษทีครับ

หลังจากเขียนเรื่องไร้สาระมาหลายเรื่องแบบไม่ฮิตเท่าไหร่

ผมก็ต้องขอตัวไปอ่านหนังสือสอบอีกตัว

ตัวสุดท้ายของปีนี้ละ

แล้วเจอกันใหม่

สอบเสร็จ

วันที่

13

มิย.

.

.

.

Friday, May 25, 2007

The Politics of Ambiguous Words

Inspired by the talk with Rongrat this morning. I was thinking all day about how ambiguos words work in politics.

I think Foucault discourse analysis can be a good approach here. Foucault argues, truth about discourse is not important, the more important thing is "how" discourse works to effect changes, what impacts it has to people practices and ideas.

Then, it is not useful to 'interpret' the ambiguous words. The words themselves are not supposed to 'mean' anything. The more important thing to observe, to follow Foucault's line, is "how will they effect people behavior".

I reckon, some ambigous words are just conveying "power" to legitimate what might be a "predetermined" action.

Tuesday, May 22, 2007

"Rambo 4" is in Burma

Rambo said it best… “When you're pushed… Killing's as easy as breathing."

.............................

This might interested you!

The film Rambo 4, yes you're right - that John Rambo guy, is about Mr.John saving people in Burma from the military men.

The preview of the film is here:

http://www.youtube.com/watch?v=AiHNZw9qFtM

Interestingly, as the news reported, Stallone chose to make film about Burma based on the information that it is one of the few areas left in the world with inhumane conducts done by the military dicatorship. (Then, as you know, Rambo has to go out and kick the military asses)

Well...John Rambo, the country next to Burma now also has a military dictatorship to be overthrown. Are you interested, John?

Morality?

If you have read this blog enough, you should have recognized one important shift in my standpoint.

I have been much more critical toward "morality".

I actually have some story to tell you about this. As the student from Thammasat, when I first come to Oxford, I was filled up with ideologies on morality. Many of my thoughts and arguments related to development were justified on the ground of morality.

When I did my first essay for anthropology, I wrote about consumerism, justifying it as dangerous based on morality ground. Although there're plenty of Thai famous academics who said the same thing, my first essay was tore apart by the professor. He argues, which I found out later to be right, that in an academics point of view - it is not legitimate to justify anything based on "moral" ground. To write a good academic piece of work at international level, morality from Thai perspective doesn't really have any use.

In addition, going through a tough course on anthropolgy of development, I also come to realize the drawback of morality. Morality itself have a close relations with power. If you are critical about some part of the Thai history, then it should not be too difficult to realize that many events in Thailand clearly demonstrate this point. Reading history from many developing counties, I also realized that "morality itself is not bad, but when it is used by people - then it can become a means for domination, oppression, or even for demolition".

Hence, I concluded that "let's keep morality to be about practice, not to be about....saying words that make you look good"

Sunday, May 20, 2007

ชะตากรรมบนรอยแยกของประชาธิปไตย

"หรือจะเป็นชะตากรรมของเราที่ตราบใดที่เรายังมีคนที่เรารัก เราก็คงไม่มีวันเป็นอิสระเป็นเจ้าของชีวิตตัวเองได้"

...........

(บทความนี้ได้รับแรงบันดาลใจและข้อมูลจากหนังสือ Fault-Line of Democracy in Post-Transition Latin America โดย Felipe Aguero และ Jeffrey Stark ครับ สนใจหาอ่านได้ตามห้องสมุดใกล้บ้าน)

....ทฤษฎีเกี่ยวกับระบบการปกครองประชาธิปไตยนั้น มักมีปัญหาสำคัญประการหนึ่ง

ปัญหานั้นคือการมองประชาธิปไตยแบบกระบวนการ (Procedural) ทับซ้อนกับประชาธิปไตยที่เป็นเนื้อหา (Substantive) โดยมองว่าหากมีอย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว อีกอย่างหนึ่งก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นอัตโนมัติ

ี้(ประชาธิปไตยแบบ Procedural นั้นหมายถึงประชาธิปไตยในความหมายแบบ Minimalist ซึ่งก็คือเน้นที่กระบวนการ ให้มีการเลือกตั้งที่เป็นธรรม มีรัฐบาลที่เป็นอสระ องค์กรนิติบัญญัติและศาลทำงานได้โดยไม่ถุกแทรกแซง ในขณะที่ประชาธิปไตยแบบ Substantive นั้นเน้นที่การมีสิทธิโดยตรงทางการเมือง การมีระบบเศรษฐกิจและสังคมที่เป็นธรรม การมีรัฐบาลที่นำเสนอและดำเนินนโยบายแก้ปัญหาต่างๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ)

ทฤษฎีสำคัญที่ติดปัญหาการมอง Procedural Democracy ทับซ้อนกับ Substantive Democracy ก็เช่น ทฤษฎี Democratic Consolidation ของเหล่านักรัฐศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญการเมืองละตินอเมมริกา เช่น Linz และ Stepan หรือแม้กระทั้ง Lawrence Whitehead (ตาคนนี้ใส่กางเกงสีชมพูมาสอน Class ที่ผมเรียน เพื่อนๆในห้องยังประทับใจถึงปัจจุบัน)

ทฤษฎี Democratic Consolidation นี้มองว่าการที่จะให้ระบบประชาธิปไตยคงรอดต่อไปได้นั้น ต้องทำให้ระบบมี "คุณภาพ" ผ่านการ Consolidate ทั้งนี้กระบวนการ Consolidation ที่ว่าก็ประกอบด้วยการทำการเมืองให้มีคุณภาพ การสร้างระบบประชาสังคมที่เข้มแข็ง การมี Rule of Law การมีรัฐที่มีประสิทธิภาพและคุณภาพ และการให้รัฐดูแลระบบตลาดให้ทำงานได้อย่างไม่มีปัญหา

เหล่านักทฤษฎีข้างต้นคิดว่า ด้วยสิ่งเหล่านี้เท่านั้นประชาธิปไตยถึงจะหยั่งรากลึกเข้าไปในจิตใจประชาชนกลายเป็นระบบการปกครอง "หนึ่งเดียว" ในใจได้

ในช่วงเวลาที่หลายๆประเทศในละตินอเมริกากลายเป็นประชาธิปไตยในปลายคริสตศตวรรษ1980นั้น พวกเขาต่างทายกันไปถึงโอกาสในการอยุ่รอดของประชาธิไตยในแต่บะประเทศ โดยดูเอาจากโอกาสในประสบความสำเร็จในการ Consolidate ระบบประชาธิปไตยในด้านต่างๆที่กล่าวไว้ข้างต้น

อย่างไรก็ดี เวลาผ่านไปเกือบยี่สิบปี บางประเทศในอีกซีกโลกประชาธิปไตยล่มแล้วล่มอีก ประชาธิปไตยของหลายๆประเทศในละตินอเมริกาก็ยังไม่ล่มซักที

ตรงจุดนี้นี่เองที่ทำให้นักทฤษฎีประชาธิปไตยในยุคถัดมาตั้งคำถามว่าทำไม ทำไมบางประเทศเช่นบราซิลที่ Rule of Law ก็ห่วย ระบบการเมืองก็ห่วย ภาคประชาสังคมก็แตกแถวแตกแยกกัน เศรษฐกิจก็ล้มๆลุกๆ ถึงได้มีประชาธิปตยที่มั่นคงได้

และนั้นก็กลายเป็นจุดสำคัญที่ทำให้พวกเขาเริ่มคิดถึงความต่างระหว่าง Procedural กับ Substantive Democracy

และคิดได้ว่าการคงอยู่ของ Procedural Democracy อาจมาจากปัจจัยที่ทำให้ Substative Democracy แย่ก็ได้

ตัวอย่างเช่นระบบการเมืองของบราซิลนั้น เป็นการเมืองแบบพรรคมีมากมายมหาศาลเพราะระบบบัญชีรายชื่อเป็นแบบเปิด ที่ไม่มีการกำหนดเสียงขั้นต่ำ ทั้งนี้บัญชีรายชื่อแบบเปิดหมายถึงพรรคการเมืองไม่สามารถ Rank ผู้สมัครได้ ี้ผู้สมัครนอกจากจะต้องแข่งกับพรรคอื่นแล้วยังต้องแข่งกันเองด้วย ระบบดังกล่าวนั้น ไม่ต้องคิดมากก็บอกได้ว่าทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอไร้ระเบียบ และสภาก็เต็มไปด้วยพรรคการเมืองมากมาย ไม่มีใครได้เสียงส่วนใหญ่ พอพรรคการเมืองอ่อนแอการเมืองก็อ่อนแอ

แน่นอนสภาพของระบบการเมืองบราซิลทำให้โอกาสจะเกิด Substantive Democracy นั้นน้อยมาก เพราะพรรคการเมืองและสภาที่อ่อนแอไม่สามารถนำเสนอและดำเนินนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะแก่ปัญหาใดๆใก้หับประเทศได้ก็ยากแสนยาก

แต่ด้วยสภาพการเมืองที่อ่อนแอนี้ล่ะ ที่ทำให้ Procedural Democracy ของบราซิลคงอยู่ได้ สาเหตุน่ะหรือ ก็เพราะมันช่วยให้พรรคฝ่ายซ้ายที่เป็นที่หวาดกลัวของเหล่าEliteไม่สามารถมาดำเนินนโยบายสุดโต่งใดๆได้

สภาพดังกล่าวทำให้ดุลอำนาจนั้นไม่เสียไป ผู้ที่คงอำนาจอยู่มาก่อนไม่รู้สึกหวาดหวั่นกับการหักเหทิศทางทางการเมือง

เหล่า Elite รู้ว่าไม่ว่าใครจะมาใครจะไป พวกเขาก็กินเค็กก้อนเดิมๆได้ ไอ้นโยบายกระจายรายได้หรือรัฐสวัสดิการที่จะมาช่วยคนจนจำนวนมากโดยมาเก็บเอาภาษีจากพวกเขานั้นเกิดขึ้นไม่ได้หรอก

ว่ากันโดยสรุปก็คือ ระบบการเมืองที่อาจดีในการนำเสนอนโยบายสำหรับคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้น อาจไปทำให้ "วงล่ม" ได้เพราะไปขัดดุลภาพทางอำนาจและประโยชน์ทางเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่ ในขณะเดียวกันระบบการเมืองที่ทำให้วงไม่ล่มนั้นก็อาจเป็นระบบที่ไม่ได้ช่วยให้ใครได้ประโยชน์อะไรมากมายก็ได้ (แค่ไม่ทำให้ดุลอำนาจและผลประโยชน์เสียไป)

นั่นก็คือ Fault Line แบบหนึ่งของระบบประชาธิปไตย ที่เราเห็นได้ชัดจากสิ่งที่เกิดขึ้นในบราซิล

เป็น Fault Line ทีน่าเศร้าอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อเอามาวิเคราห์กับประเทศไทย

หรือเราจะมีชะตากรรมบางอย่าง

ที่ตราบใดที่ดุลอำนาจเดิมของเรานั้น มันไม่ได้เป็นประชาธิไตยตรงไหนเลย

ด้วยดุลอำนาจแบบนี้หากมีระบบประชาธิปไตยที่เน้นความเป็น Substantive แล้ว ดุลอำนาจนั้นก็อาจต้องโดนกระทบตามไป (ดังเช่นกรณีให้มีสส.บัญชีรายชื่อเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจเพิ่มการแข่งขันทางนโยบายได้ แต่ก็อาจนำไปสู่การเมืองที่ใกล้เคียงกับระบอบ "ประธานาธิบดี")

แน่นอนเมื่อนั้นดุลอำนาจเดิมและคนที่เกาะกินอยู่กับดุลอำนาจเดิมย่อมต่อสู้กลับ เพื่อคงสถานะของตนเองไว้

ประชาธิปไตยของเราจะอยู่ไปได้นานแค่ไหนกันเชียวกับดุลอำนาจแบบนี้

ดุลอำนาจที่ยังมีอำนาจพิเศษอยู่เหนือผู้คน ไว้เป็นทางออกให้กับปัญหาทุกอย่าง ดุลอำนาจที่ทำให้ประเทศมีแต่ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ไม่ยักมีประชาชน ดุลอำนาจที่ทำให้ทหารและราชการไม่ได้ปกป้องประเทศและรับใช้ประชาชนตาดำๆ

หรือเราควรจะคง Procedural Form ของประชาธิปไตยบ้านเมืองเราไว้ โดยการทำให้ระบบการเมืองสะท้อนดุลอำนาจดังกล่าวไปเลย เป็นการยอมจำนนต่อ"ชะตาชีวิต"

Saturday, May 19, 2007

ฝัน...

เมื่อวานฝัน...

ฝันว่าอยู่ที่บ้าน ตื่นมาจะไปมหาลัยฯ

ก็ดูเรื่องเดิมๆ

ตืนมาพบว่า ตัวเองทำอะไรเหมือนเดิม อยู่บ้าน ไปมหาลัย มานานเท่าไหร่แล้ว

ทุกวันนี้ก็ยังอยู่บ้าน ไปมหาลัย

แต่ที่ต่างกันไป ก็คือในฝันเราอยู่อีกซีกโลกหนึ่ง เราอยู่บ้านเราจริงๆ

ตื่นมาก็รู้สึกแปลกๆเหมือนกัน

เมื่อก่อนอยู่บ้านตื่นมาก็เดินไปทักทายพ่อกับแม่ ไปมหาลัยก็ชวนเพื่อนไปกินข้าวกลางวัน

เดี๋ยวนี้ทำอะไรคนเดียวหมดเลย

มีเพื่อนอยู่คนนึงชื่อ...ความเหงา

ศีลธรรมกับการเมือง: บทเรียนจากกระแสชาตินิยมฮินดู (2)

"ความดีมันก็ฆ่าคนได้มากพอๆกับความชั่วนั่นล่ะ"

เฉิน ห้าว หนาน*

...................

ความเดิมจากตอนที่แล้ว...กระแสชาตินิยมฮินดูก่อเกิดขึ้นจากกลุ่มชนวรรณะสูงและกลุ่มชนชั้นกลางใหม่ของอินเดีย

ทั้งนี้กระแสชาตินิยมฮินดูนั้น แม้จะดูเสมือนว่าเกี่ยวข้องกับความเชื่อทางศาสนา แต่แท้จริงกลับมาจากความรู้สึกไม่มั่นคงและความเกลียดชังมากกว่า

เหล่าผู้สนับสนุนกระแสชาตินิยมฮินดูเห็นว่า การที่พวกวรรณะต่ำและพวกต่างศาสนาในอินเดียได้มีบทบาทสูงขึ้นในวงการเมืองนั้น นำมาซึ่งความสกปรกและไร้ระเบียบ คณวรรณะต่ำไม่มีศีลธรรมและวัฒนธรรมที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะมีส่วนร่วมทางการเมือง

และสาเหตุที่สำคัญอีกประการหนึ่งที่ก่อให้เกิดกระแสชาตินิยมฮินดูก็คือ ความเกลียดชังในพวกมุสลิม ซึ่งก็มีบทบาทเพิ่มขึ้นในทางการเมืองเช่นกัน......

ทั้งหมดนี้ทำให้ผู้สนับสนุนกระแสชาตินิยมฮินดูเสนอให้รัฐอินเดียนั้นมีลักษณะเป็นรัฐศาสนา

โดยให้รัฐอินเดียนั้น นำเอาคุณค่าความเป็น "ฮินดู" มากำหนดทิศทางและแก้ปัญหาสังคม เพื่อขจัดคอร์รัปชั่นและนำความเป็นระเบียบคืนมา

ไอ้คุณค่าความเป็นฮินดูที่ว่านี้เป็นอย่างไรน่ะหรือ ก็คือการเอาระบบวรรณะที่เคร่งครัดกลับมาใช้ เพื่อลดบทบาทวรรณะที่ต่ำกว่าลง การกีดกันและต่อต้านพวกมุสลิม

ถามว่าทำไมต้องเป็น ฮินดู ก็แน่นอน เหล่าผู้สนับสนุนกระแสชาตินิยมฮินดูเห็นว่า เมื่อประชาชนส่วนใหญ่ของอินเดียเป็นคนศาสนาฮินดู ฮินดูก็ควรเป็น "ศาสนา" และ "วัฒนธรรม" ประจำชาติ

เอ...แต่จะทำอย่างไรให้ความเป็น "ฮินดู" มันถูกนำมาใช้ได้ล่ะ

ก็บังคับซิครับ...เหล่าผู้สนับสนุนกระแสชาตินิยมฮินดูบอกมาตรงๆเลยว่า รัฐอินเดียนั้นควรมีลักษณะเป็นเผด็จการมากขึ้น (เพื่อให้สามารถบังคับใช้คุณค่าความเป็นฮินดูได้)

ด้วยการบังคับใช้ความเป็นฮินดูนี้เอง คุณค่าศีลธรรมจักจะกลับมาซิึ่งแผ่นดินอินเดีย

ที่น่าสนใจมากๆก็คือ ในขณะที่ผู้สนับสนุนกระแสชาตินิยมฮินดูนั้น เน้นคุณค่าทางวัฒนธรรมฮินดูในการ "จัดระเบียบ" สังคม

ในทางเศรษฐกิจ เขาเหล่านั้นกลับสนับสนุนการเปิดเสรีทางการค้า และการทำประเทศให้ทันสมัย

โดยอ้างว่าด้วยแนวทางนี้เท่านั้นอินเดียถึงจะแข่งขันกับนานาอารยะประเทศได้ (หากแท้จริงก็เพราะตัวเองได้ประโยชน์เยอะนั่นล่ะ)

การนำ "ศีลธรรม" เข้ามานำ "การเมือง" ของกระแสชาตินิยมฮินดูจึงให้บทเรียนเราอย่างชัดเจนได้หลายประการ

หนึ่ง โปรดระลึกอยู่เสมอว่าเวลาศีลธรรมถูกนำมาใช้ในทางการเมืองนั้น ผู้ใช้มักจะเอา "ความดี" มาสร้างความชอบธรรมในการอยู่เหนือกว่า ฮะแฮ่ม ตัวอย่างดาษดื่น คิดเองละกัน ประเทศไหแลนด์น่ะมีแยะ

สอง ศีลธรรมนั้นมีความเป็น อสมรูป (asymmetric) อยู่ ศีลธรรมมักถูกแฝงด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมที่ผู้คนมีสิทธิในการเข้าถึงได้ไม่เท่ากัน เช่น เวลาเอาศีลธรรมฮินดูมาใช้ มันก็ไปทำให้เหล่าคนที่ชั้นวรรณะต่ำ หรือคนต่างศาสนาต้องกลายเป็น "คนนอก" เรื่องเหล่านี้จริงๆหลายครั้งก็เป็นเปลือกที่ใช้หุ้มความเกลียดชังไว้อีกทีหนึ่ง (ก็แบบหลายคนที่เรียกร้องให้มีศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติเพราะเกลียดมุสลิมนั่นล่ะ)

สาม ผู้นำทางการเมืองที่กล่าวอ้างศีลธรรมนั้น แท้จริงก็อ้างเอาแต่ส่วนที่ตนไม่เสียประโยชน์นั่นล่ะ ในกรณีฮินดูนี่ก็แบบฮินดูแค่เฉพาะกดเอาวรรณะต่ำกว่าลงไปในทางการเมือง แต่ประเทศต้องเปิดเสรีทางเศรษฐกิจ ต้องแข่งขันทางเทคโนโลยี (เพื่อไม่ให้ชนชั้นสูงและชนชั้นกลางเสียโอกาสทางการค้า) หรืออย่างบางคนที่กล่าวอ้างจะเอาเศรษฐกิจพอเพียงมานำเป็นทิศทางของประเทศนั้น ก็บอกว่าตัวเองขับเบนซ์และใช้หลุยส์ได้เพราะพอเพียงของเขา (พอเพียงแบบรวยอ่ะ) แต่ชาวบ้านก็อดๆอยากๆไปด้วยความพอเพียงเช่นกัน (พอเพียงแบบจนอ่ะ)

ด้วยประการฉะนั้น โปรดคิดมากไม่ต่ำกว่าสองครั้ง และสงสัยไม่ต่ำกว่าสามครั้ง เวลาได้ยินผู้ใดกล่าวอ้างเอาศีลธรรมมาสร้างความชอบธรรมในทางการเมืองให้กับตัวเอง

...จริงๆนะ

................................

*หัวหน้าแก๊งค์หงซิ่ง แห่งซีรีส์หนังจีนอมตะ "กู๋หว่าจ๋าย" หนังมันส์แต่นางเอกตายทุกภาค (มีประมาณสิบกว่าภาค นางเอกรีไซเคิลเพียบ)

Wednesday, May 16, 2007

A depress-sion

Well, this week I'm depressed.

First of all, instead of finishing the first draft of my core essay early, I finished it a day late. Now, my supervisor don't have time to read it for me. I take all the responsibility (for being late). Herrrrrr.

Second, I'm stucked with my thesis, couldn't outline the specific question yet. I know it's early, since I'll have a year to do the thesis. But I'm worried. Still don't have much time coz I need to prepare for exams.

Not to ask for sympathy, just to let you know.

Thursday, May 10, 2007

ศีลธรรมกับการเมือง: บทเรียนจากกระแสชาตินิยมฮินดู (1)

"เบื้องหลังหน้ากากแห่งศีลธรรม มีแต่ความเกลียดชัง ความกลัว และความต้องการอยู่เหนือกว่า"

(สเตลิออส ยานาคูโปลอส* ปราชญ์ชาวกรีก)

...............................


ท่ามกลางกระแสศีลธรรมนำการเมืองในเมืองไหแลนด์ที่รัก

กระผมขอนำท่านๆไปดูสิ่งที่เกิดในประเทศใกล้ตัว เผื่อจะเปิดหูเปิดตารู้บ้างว่ามุขเดิมๆมันมักจะเกิดในการเมืองเสมอ ไม่ว่าจะประเทศใดก็ตาม...

อินเดียมักถูกกล่าวถึงในฐานะประเทศประชาธิปไตยที่ใหญ่ที่สุดในโลก (นับจากจำนวนประชากร)

ประชาธิปไตยในอินเดียนั้น แม้มักจะถูกนักวิชาการหลายแขนง (ทั้งขวา ซ้าย เกย์ ได้โนเบล) กล่าวถึงอยู่เนืองๆว่ามีที่มาแต่โบราณมั่กๆ แต่เอาเข้าจริงก็ควรจะนับว่าอินเดียเป็นประชาธิปไตยอย่างเต็มตัวตั้งแต่หลังได้รับอิสรภาพจากอังกฤษ

โดยหลังจากอินเดียได้รับเอกราช ก็เดินตามรอยอังกฤษในการใช้ระบบ Parliamentary ซึ่งมีการแบ่งอำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ ชัดเจน มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้นำฝ่ายบริหาร

ช่วงแรกของประชาธิปไตยในอินเดียนั้น เป็นช่วงที่การเมืองถูก dominate โดยพรรคการเมืองพรรคเดียวคือพรรค Congress ผู้เป็นผู้นำในการเรียกร้องอิสรภาพจากอังกฤษ ทั้งนี้ผู้นำพรรค Congress ที่โด่งดังในอดีตก็คือ ท่านมหาตมะคานธี นั่นเอง

พรรค Congress ชนะเลือกตั้งสบายๆมาหลายสมัย ตั้งแต่ เนห์รู มาถึงลูกสาวของเขา อินทิรา คานธี และก็ลูกชายของอินทิรา ราจีฟ คานธี

และด้วยฝีมือการบริหารของ อินธิรา และ ราจีฟ ซึ่งเน้นการเมืองป๊อปไอด้อล แบบว่าข้าเด่นคนเดียว ผู้นำอยู่เหนือพรรค (คุ้นๆป่ะ) และนโยบายประชานิยมสุกเอาเผากิน ด้วยโฆษนาขี้โม้ End Poverty (คุ้นๆป่ะ คนจนจะหมดไปอ่ะ) พรรค Congress ก็เลยกลายเป็นพรรคที่อ่อนแอลง เสื่อมลง เสื่อมลง กลายเป็นเด็กเลี้ยงแกะ เพราะคนไม่หายจนซะที (สมัยอินทิรา) บอกจะแก้คอร์รัปชั่น พี่แกเล่นแด๊กเองแล้วโดนจับได้ (สมัยราจีฟ ผู้เคยมีฉายาว่า Mr.Clean แต่ตอนสุดท้ายก่อนตายถูกสืบสวนพบว่ามีส่วนพัวพันคดีคอร์รัปชั่นใหญ่)

แต่แม้พรรค Congress จะเสื่อมลงไป ก็ยังทิ้งผลงานการบริหารประเทศที่สำคัญไว้หลายประการ ที่สำคัญเห็นจะเป็นการทำให้อินเดียเป็นรัฐแบบ Secular ซึ่งหมายถึงการแยกการเมืองออกจากศาสนา เพราะเมื่อครั้งเรียกร้องอิสรภาพนั้น พรรค Congress เป็นต้องรวบรวมกำลังจากหลายศาสนา เชื้อชาติ และวรรณะ ในการขับไล่อังกฤษออกจากอินเดีย ทำให้พรรค Congress ต้องไม่เอาความต่างเหล่านี้มาเป็นประเด็นทางการเมือง มิเช่นนั้นขบวนการขับไล่อังกฤษอาจแตกแยกได้

พรรค Congress ก็อ่อนแอ้ อ่อนแอ การเมืองก็มีแต่คนว่าๆสกปรก ขาดศีลธรรม

แต่..อนิจจา อินเดียคงทำบุญมามากกว่าไหแลนด์ เพราะม่ายมีทหารกับผู้มีบารมีมาปฎิวัติ ม่ายมีใครให้ขอม.7 ประชาธิปไตยของอินเดียก็อยู่ของมันต่อไป

กลับกัน ประชาชนชั้นล่างของอินเดีย โดยเฉพาะพวกที่มีวรรณะต่ำกว่าและพวกต่างศาสนา กลับมีความตื่นตัวทางการเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยสาเหตุนั้นน่ะหรือ นักวิชาการจำนวนมากที่ผู้เขียนไม่ขอเอ่ยนาม (เพราะจำไม่ได้) บอกว่าเป็นเพราะประชาชนชั้นล่างและคนกลุ่มน้อยเหล่านี้ถูกเหยีดหยามและดูถูกโดยระบบวรรณะมานานแสนนาน พอมีประชาธิปไตยที่ให้สิทธิทางการเมืองกับพวกเขาได้เท่ากับคนอื่นๆ เขาก็เลยต้องการจะแสดงให้เห็นสิทธิของตัวเองบ้าง

ประชาชน คนชั้นล่างเหล่านี้ อาศัยโอกาสที่พรรคการเมืองใหญ่อ่อนแอลง สนับสนุนพรรคการเมืองเล็กๆที่เป็นตัวแทนพวกตน เช่น ตัวแทนวรรณะ ตัวแทนเชื้อชาติและศาสนา ที่ล้วนหลากหลายมากๆเข้าไปนั่งในสภา ทำให้การเมืองของอินเดียแปรสภาพจากที่ถูก Dominate โดยพรรคใหญ่ มาเป็นการเมืองที่มีพรรคการเมืองจำนวนมากมาแบ่งเค๊กกัน

ประชาธิปไตย ที่คุณภาพห่วยๆ ศีลธรรมแย่ๆ ก็กลายมาเป็นของมีค่าสำหรับคนชั้นล่าง ทั้งที่วรรณะต่ำ หรือที่มีความต่างทางศาสนาและเชื้อชาติในอินเดีย

และด้วยลักษณะเช่นนี้ ภาษาวัยรุ่นต้องกล่าวว่า เสร็จเจ๊ (เบียบหรือป. เค้าไม่รู้นะ) เพราะโดนด่าอย่างกรีดกรายได้ว่า... นักการเมืองที่เกิดมาตามเสียงของคนชั้นล่างเหล่านั้นอัปรีย์เพราะถูกเลือกโดยประชากรผู้โง่เขลา คนระดับล่างไม่เข้าใจเรื่องศีลธรรม เลือกนักการเมืองที่โกงกินเข้ามาบริหารบ้านเมือง (โอ๊ย!!! เสียงชาวไหแลนด์โดนกระทบ)

ก็น่านล่ะ สภาพเบื้องต้นที่นำไปสู่กระแสชาตินิยมฮินดู ที่เอา "ศีลธรรมนำการเมือง" รวมถึงเรียกร้องให้มี "ศาสนาประจำชาติ" ประดุจดั่งสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ในไหแลนด์ตอนนี้เลย.....(แต่ของเขาเกิดขึ้นมาหลายสิบปีแล้วนะ แต่ก็เอาเถอะ ประชาธิปไตยบ้านเราชอบวิ่งไปกลับอยู่แล้ว)

แต่เพราะเราจะไปเขียน Essay ส่ง เพราะฉะนั้นจะกลับมาเขียนตอนต่อไปอาทิตย์หน้านะ

.................

*หมายเหตุ ปัจจุบันค้าแข้งอยู่กับทีม Bolton ในพรีเมียร์ชิพ