Monday, January 15, 2007

ทหาร กับ มาเฟีย เหมือน หรือ แตกต่าง?

วันนี้เรียนเรื่องบทบาทรัฐกับการใช้ความรุนแรง สนุกมาก

ความรุนแรงในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นการตีร้างข้างหัวนะครับ แต่หมายถึงการใช้อำนาจเข้าควบคุม และหากไม่ทำตามก็จะต้องถูกทำโทษด้วยวิธีต่างๆนาๆที่ไปลดสวัสดิภาพ เช่น ขังคุก ปรับ หรืออาจซ้อม (ในกรณีตำรวจบางประเทศ)

ส่วนใหญ่ก็เรียนเกี่ยวกับเรื่องว่ารัฐผูกขาดความรุนแรงอย่างไร เพื่ออะไร แล้วสังคมตอบสนองกับรัฐอย่างไร

มาฉุกคิดอยู่ตรงหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องทีเรียน

อาจารย์เลกเชอร์ว่ามีสังคมบางแบบที่รัฐไม่สามารถเข้าไปมีบทบาทใช้อำนาจได้อย่างปรกติ

เช่น สังคมทหาร (มีศาลของตัวเองแยกต่างหาก) และสังคมมาเฟีย แบบมาเฟียจริงๆนะคร้าบ ยุคสมัยอันธพาลครองเมือง มาเฟียอิตาลี ประมาณนั้น

พอมาลองนึกดูแล้ว สังคมทหาร (ทหารเป็นใหญ่ในบ้านเมือง) กับสังคมมาเฟีย (มาเฟียครองเมือง) ก็มีอะไรคล้ายกันเหมือนกันนะเนี่ย

หนึ่ง ทั้งทหารและมาเฟีย สิ่งที่สำคัญที่พวกเขาต้องเน้นมากในการจัดระเบียบกันเองในหมู่คณะ (เมื่อรัฐไม่มีบทบาทในการจัดการพวกเขา) ก็คือ "เกียรติยศ หรือ ศักดิ์ศรี" สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยสำคัญควบคุมพฤติกรรมหมู่สมาชิกไม่ให้ออกนอกลู่นอกทาง เพราะในสังคมทั้งสองความรุนแรงไม่ถูกผูกขาดอีกต่อไป แต่ถูกกระจายไปตามกลุ่มก้อนๆหรือบุคคลต่างๆ หากไม่มีเกียรติยศ หรือ ศักดิ์ศรีมาช่วยควบคุม ก็อาจเกิดความวุ่นวายได้ง่ายๆ

สอง ในกรณีที่เข้าไปมีบทบาทร่วมกำกับผู้อื่น ทั้งทหารและมาเฟียทำหน้าที่ใช้ความรุนแรงแทนรัฐ ส่วนใหญ่ข้ออ้างในการใช้ความรุนแรงก็คือ ถ้าเราไม่ใช้ความรุนแรงเข้าควบคุม สถานการณ์มันจะเลวร้าบกว่านี้ แบบมาเฟียเวลาอ้างว่าถ้าเขาไม่ทำชั่วนิดๆหน่อยๆเพื่อควบคุมคนอื่น คนอื่นๆมันก็จะทำชั่วมากกว่านั้น เขาเลยต้องทำชั่วเพื่อคุ้มครองคนอื่น ส่วนทหารน่ะหรือ ฮึๆๆๆ ลองนึกตัวอย่างเองละกัน ไม่ยาก ไม่ยาก

สาม ทั้งทหารและมาเฟีย ต่างก็ได้รายได้จากการได้ค่าคุ่มครอง ในกรณีทหารก็เป็นค่าคุ้มครองประเทศ ส่วนมาเฟียก็ค่าคุ้มครองสวัสดิภาพไม่ให้ถูกคนอื่น (หรือตัวเอง) ทำร้าย

ตัวอย่างความเหมือนก็ประมาณนี้ครับ

ที่แตกต่างกันหลักๆก็คือ ทหารทำหน้าที่หลักเพื่อประโยชน์สาธารณะ (ในเชิงหลักการครับ) ในขณะที่มาเฟียทำหน้าที่เพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง

อืม....ทีนี้เนี่ย มีคำถามที่น่าสนใจ

่ส่วนใหญ่เวลามีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวด้วยเนี่ย ไอ้เรื่องเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ที่เคยนับถือกันในหมู่มาเฟียก็มักจะถูกเก็บใส่กล่อง อย่างรวดเร็ว แล้วมายิงกันหาคนชนะแทน แบบพวกหนังมาเฟียจีนประมาณนั้น (พวกมาเฟียจีนในหนังเนี่ย เห็นนับถือความซื่อสัตย์ ไหว้เทพเจ้ากวนอูแหลก แต่ลูกน้องฆ่าลูกพี่ตลอดเลยวุ้ย)

ทีนี้สำหรับทหารเนี่ย ตวามหลักการแล้วไม่ควรมายุ่งเรื่องผลประโยชน์มากเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าว

แล้วเมื่อทหารเข้ามามีเอี่ยวผลประโยชน์เยอะแยะเต็มไปหมดในประเทศล่ะ

ทหารที่ปรกติก็ไม่ได้อยู่ในการควบคุมโดยรัฐแบบประชาชนทั่วไป และก็มีความเข้าใจในการใช้ความรุนแรงที่แตกต่างจากประชาชน แบบว่าปรกติก็ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือทำมาหากินเนี่ย

อืม....ทหารจะจัดการเรื่องผลประโยชน์กันแบบไหน เกียรติยศ ศักดิ์ศรี จะยังทำงานได้ดีกว่าการใช้กำลังเข้าห้ำหั่นกันหรือไม่?

.....ยุคที่บ้านเราเป็นเผด็จการทหารแบบนี้ คำถามนี้เราอาจได้เห็นคำตอบอีกไม่นาน......

Saturday, January 13, 2007

แนะนำ กระต่ายน้อย Music + Videos

ฮะแฮ่ม!

เนื่องจากกระผมไม่สามารถใช้บล็อคนี้อัพเพลงหรือวีดีโอได้

จึงได้ไปสร้างบ้านไว้อีกหลังที่

กระต่ายน้อย music & videos

เชิญทุกท่านเยี่ยมชมได้ตามสบาย โดยเฉพาะถ้าเหงาๆ อยากหาเพลงฟัง หรือยากหาอะไรดูเล่น

ทั้งกระนี้ กระผมจึงได้ฤกษ์ปรับปรุงบ้านหลังนี้ไปด้วย

ส่งแค่นี้

เพลงนี้เพราะดีนะ.....

คลิก

..............................

เพลง: ส่งแค่นี้

โดย: บอย ตรับ

มีคำๆ หนึ่งในหัวใจ ที่ฉันต้องพูดมัน
ก็รู้ว่าคงมีสักวันที่ฉันต้องบอกไป
แต่วันนี้ยังทำใจไม่ได้ คือคำว่าลาก่อน

เราเคยมีวันคืนที่ดี มีเธอและมีฉัน
เราเคยมีใจที่ให้กัน ก็คิดว่าแน่นอน
แต่ว่าเราก็เดินมาถึงตอนที่เป็นฉากสุดท้ายแล้วใช่ไหม

ไม่อยากเป็นคนต้องบอกลา แค่คิดฉันก็ยิ่งปวดใจ
เก็บเอาความรู้สึกดีๆ ส่งเธอเลยตรงนี้จะได้ไหม

ส่งไกลแค่ไหนเราก็ต้องลาอยู่ดี
ก่อนเราจากกันฉันควรจะหยุดเท่านี้
น้ำตาที่มีให้เธอโชคดี ให้เธอปลอดภัยทุกอย่าง
จะส่งที่ไหน ฉันคิดว่าคงไม่ต่าง ยังไงก็เจ็บเหมือนกัน

ดูแลตัวเธอเองให้ดีจากนี้ไม่มีฉัน
เจอใครยังไงไม่สำคัญ อย่าลืมกันก็พอ
จากนี้ไปคงไม่ต้องรอ แค่สิ่งเดียวที่จะขอครั้งสุดท้าย

ไม่อยากเป็นคนต้องบอกลา แค่คิดฉันก็ยิ่งปวดใจ
เก็บเอาความรู้สึกดีๆ ส่งเธอเลยตอนนี้จะได้ไหม

ส่งไกลแค่ไหนเราก็ต้องลาอยู่ดี
ก่อนเราจากกันฉันควรจะหยุดเท่านี้
น้ำตาที่มีให้เธอโชคดี ให้เธอปลอดภัยทุกอย่าง
จะส่งที่ไหน ฉันคิดว่าคงไม่ต่าง ยังไงก็เจ็บเหมือนกัน

ไม่อยากเป็นคนต้องบอกลา แค่คิดฉันก็ยิ่งปวดใจ
เก็บเอาความรู้สึกดีๆ ส่งเธอเลยตอนนี้จะได้ไหม

ส่งไกลแค่ไหนเธอก็ต้องไปอยู่ดี
ก่อนเราจากกันฉันควรจะหยุดเท่านี้
น้ำตาที่มีให้เธอโชคดี ให้เธอปลอดภัยทุกอย่าง
จะส่งที่ไหน ฉันคิดว่าคงไม่ต่าง ยังไงก็เจ็บเหมือนกัน
เชื่อไหมว่ามันไม่ต่าง... ยังไงจะคิดถึงเธอ

............................

........ช่วงนี้ทำ essay กระจาย เพราะต้องส่งแล้ว

เรียนที่นี่ยากจริง งานก็เยอะจัด ภาษาเราก็ไม่ดี (สำหรับมาตรฐานที่นี่) มัวแต่วุ่นวายกลัวเรียนไม่รอด จนลืมอะไรรอบตัวไปเกือบหมด

ขอโทษด้วย.......

Tuesday, January 09, 2007

Blog Tag ของกระต่ายน้อย

โอ้ หลังจากกดดันมานาน

ผมก็คงได้ฤกษ์การโพส Blog Tag ของตัวเองบ้างแล้ว

หากสงสัยว่า Blog Tag คืออะไร โปรดคลิกอ่านบล็อคคุณปิ่น (ทางซ้าย) ซึ่งมีคำอธิบายอยู่

ว่ากันสั้นๆก็คือ ให้เล่าเรื่องที่เป็นความลับมาห้าอย่าง แล้วก็ Tag ต่อไปห้าคนเพื่อให้ทำแบบเดียวกันต่อ

ทั้งกระนี้บุคคลที่ tag ผมมาก็คือ คุณ Fringer เจ้าของบล็ิอคและคอลัมน์คนชายขอบชื่อดังนั่นเอง! เป็นเกียรติที่ได้รับ tag จากคุณครับผม

มาถึงความลับห้าประการที่ไม่อยากบอก (แต่ก็ต้องบอกแล้วล่ะ)

อะแฮ่ม......

หนึ่ง ผมเคยสอบได้เกรดศูนย์ครั้งนึง ตอนอยู่ม.สาม จำได้ว่าเป็นวิชาศิลปะเพื่อชีวิต ตอนกลางภาคผมสอบได้คะแนนท็อป หลังจากนั้นมาก็เลยไม่เข้าเรียนเลย เพราะรวมคะแนนเก็บก็น่าจะผ่านแล้ว ปรากฏว่าถึงตอนสอบปลายภาคผมต้องการอีกประมาณห้าคะแนนจะสอบผ่าน แล้วความขี้เกียจเจ้ากรรมก็ทำผิด เพราะไม่ได้เข้าเรียนก็เลยไม่มีสมุดจด พอจะไปยืมของเพื่อนก็ปรากฏว่าเพื่อนติดธุระให้ยืมไม่ได้ ผมทำไงน่ะหรือ ฮึ ฮึ นอนครับ กะว่าตอนเช้าค่อยยืมใหม่มาอ่านก่อนสอบ ปรากฏว่าเพื่อนต้องใช้ตอนเช้าเหมือนกัน สรุปก็เลยไม่ได้อ่านไรเลย เข้าไปมั่วอย่างเดียว ผลน่ะหรือ ศูนย์เต็มๆครับ ก็เป็นเกรดศูนย์ที่ได้ครั้งเดียวในชีวิต (แม้ตอนม.ปลายจะได้เกรดหนึ่งฟิสิกส์ เคมี มาตลอดตั้งแต่ ม.สี่ ยัน ม.หก ก็เถอะ)

สอง ผมเป็นคนขี้น้อยใจมาตั้งแต่เด็ก สาเหตุคงเป็นเพราะผมเป็นน้องคนสุดท้องของรุ่นเดียวกันในเครือญาติทั้งหมดที่โตมาด้วยกัน ตอนเด็กๆผมมักต้องเล่นกับญาติๆที่ล้วนแก่กว่าสองสามปีขึ้นไป และก็มักทำอะไรที่เขาทำกันไม่ได้ วิ่งแข่งก็แพ้ ชูตบาสก็ไม่ได้ แถมโดนแกล้งบ่อย (เด็กสุด) ก็เพิ่งมาเข้าใจเร็วๆนี้ว่าถ้าตอนนั้นอายุเท่ากันคงทำอะไรได้มากกว่านั้น อืม...ไม่รู้วิเคราะห์สาเหตุถูกหรือเปล่าเนี่ย

สาม ผมเคยถูกพักการเรียนครั้งนึงตอนม.สี่ สาเหตุเพราะปีนรั้วโรงเรียนออกไปเที่ยวกลางคืนที่อาร์ซีเอ จำได้ว่าตอนนั้นซ่าส์มาก แบบอายุก็ไม่ถึง แต่อยากไปเที่ยว วันนั้นดวงซวยมากๆ เจอตำรวจลุยครับ เจ้าของร้านก็ประกาศให้พวกอายุไม่ถึงออกไปนอกร้านก่อน ก็เลยเดินออกไปอยู่หลังร้าน ปรากฏว่าเจอตำรวจพอดีครับ ก็เลยวิ่งหนี (กลัวโดนจับ) แล้วก็เรียกแท็กซี่กลับมาโรงเรียน มาถึงก็มีรุ่นพี่มาแจ้งว่าอาจารย์ที่ดูแลหอมาตรวจแล้วก็พบว่าผมหายไป เพราะฉะนั้นให้ไปรายงานตัวตอนเช้าด้วย สุดท้ายก็เลยโดนพักการเรียนในวันเดียวกับที่เพื่อนๆไปทัศนศึกษาต่างจังหวัดกันครับ (เสียดายมากๆเพราะพวกมันดันถ่ายรูปไว้เยอะแยะ แล้วก็ไม่มีผมเลยซักรูป)

สี่ ผมอกหักครั้งแรกตอนอยู่มหาลัยปีสอง จำได้ว่าไปจีบเด็กบัญชีที่เป็นน้องรุ่นพี่ที่กลุ่ม แต่ด้วยความอ่อนหัด แบบจีบหญิงไม่เป็นเลย ทำตัวไม่เป็นธรรมชาติอย่างแรง เก้ๆกัง อยู่ต่อหน้าก็ไม่กล้าพูด จะหาน้ำให้กินก็ไปเอาน้ำมะขามให้ (เขากลับไปท้องเสีย) สุดท้ายก็โดนปฏิเสธครับ ตอนอกหักก็เสียใจมากๆแบบผอมไปเลย เพราะจีบแบบจริงจังมากๆ เพิ่งมารู้สึกตัวตอนนี้ว่าจริงๆถ้าจีบติดเราก็เป็นได้แค่แฟนที่ห่วยแตกอยู่ดี เพราะฉะนั้นเขาก็โชคดีแล้วที่ปฏิเสธเราไป

ห้า สุดท้ายแล้ว เอาเรื่องนี้ละกัน คือตอนนี้เนี่ย ผมเริ่มเข้าใจว่าไอ้การหมกหมุ่นกับการศึกษา บวกอาการวิตกจริตอย่างหนักเนี่ยมักทำให้คนแปลกได้จริงๆ แบบว่าตอนนี้เป็นไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวก็เอะอะว่าตัวเองโง่ลงบ้าง เดี๋ยวก็งงๆว่าความจำหายไปไหนหม๊ด เดี๋ยวก็งงๆกับการสือสารอย่างหนัก เคยหูแว่วได้ยินฝรั่งทักทายเราเป็นภาษาไทยซะงั้น เอ่อ บ้าไปแล้ว

ขออนุญาตไม่แท็คต่อนะครับ กลัวสุดท้ายจะกลับมาหาตัวเอง

Saturday, December 30, 2006

Fit for Buffaloes??

In the news from the Nation:

......................

AEC REPORT :Ua Athorn land 'fit for buffaloes'

Land bought for the Ua Athorn low-cost housing project is fit only for buffaloes, the Assets Examination Committee (AEC) said yesterday.

"The operators of the housing project bought the type of land that you find only buffaloes walk on. No human can live there,'' AEC secretary Kaewsan Atibodhi said.

Kaewsan and AEC spokesman Sak Korsaengruang were briefing the press on the progress made after three months of investigations into 13 cases related to the previous Thaksin administration.

Kaewsan said the AEC promised to have "answers for society" on some of the cases within six months of its establishment.

He added that with some projects such as Ban Ua Arthorn, the AEC may need more time because it involved 181 housing projects and may have cost the state Bt1.4 billion in damages.

.........................

....Interestingly, what does Kaewsan means by "buffaloes", animals or humans (who bought the houses)?

Tuesday, December 26, 2006

กลับมา Oxford อีกครั้ง

อะฮ้า

รายงานตัวครับ! ที่ผ่านมาพอปิดเทอมปุ๊ป ก็หนีกลับเมืองไทยปั๊ป

แม้ว่าจะมี Essay ชิ้นสำคัญต้องทำช่วงปิดเทอม แต่ก็กะว่าจะไปทำที่เมืองไทย

เอาเข้าจริงก็ม่ายหวาย....

สมกับที่มีรุ่นพี่สุดเก๋าเคยเตือนไว้ว่า "คิดว่าจะทำงานที่บ้านได้เรอะ ฮึ ฮึ"

คงต้องตอบกลับไปว่า "ไม่ได้จริงๆด้วย (ว่ะ)"

ตอนแรกว่าจะอยู่เมืองไทยถึง 15 มกรา แต่อยู่ดีๆก็มีคนจากทุนที่เคยสมัครไว้ในต่างประเทศติดต่อจะมาขอสัมภาษณ์ช่วงหลังปีใหม่แป๊ปนึง ก็เลยต้องอพยพกลับมา Oxford

ทั้งนี้ก็ตั้งใจว่าจะกลับมาเร็วหน่อยเพื่อปั่น Essay ให้เสร็จ

...................

มาอยู่นี่ก็เริ่มประสบภาวะเหงา

เพราะช่วงนี้ไม่มีเรียน และก็ไม่มีใครอยู่แถวนี้เท่าไหร่

อากาศก็มืดครึ้มทั้งวัน เช้ากว่าจะมีแสงบ้างนิดหน่อยก็เกือบเก้าโมง พอสี่โมงเย็นก็มืด อารายวะเนี่ย หดหู่ๆ

วันๆได้แต่หมกตัวอยู่ในห้องทำ essay

โอ้วๆๆๆๆ มายยยยยย ก็อดดดดด

เสียจิต -_-' จริงๆ

..................

จะว่าไปกลับไปเมืองไทยครานี้ก็มีเรื่องน่าประทับใจเยอะ

กลับไปไม่นานก็ได้ไปสัมมนา TDRI ที่พัทยา ได้ไปนั่งคุยเล่นกับเพื่อนๆอาจารย์อีกครั้ง ไปเดินเล่นชายหาดกับ พี่หมู พี่ป้อง และที่สำคัญได้ไปกินข้าวข้างๆอ.อัมมาร์ (สยามวาลา) ด้วย อ.โคตรใจดีเลย ประทับใจๆ

ช่วงอาทิตย์ที่สองก็ได้เจอกับไอ้เฉียด เพื่อนสนิทที่เคยมาอยู่อังกฤษด้วยกันสมัยวชิราวุธ ไม่ได้เจอมันตั้งนานหลายปี อยู่ดีๆมันโทรมาอวยพรวันเกิด เลยได้คุยกันอีกครั้ง คิดถึ้ง คิดถึง ครั้งที่แล้วมาอยู่อังกฤษก็อยู่กับมันเนี่ยล่ะทั้งปี นับว่าเป็นคนที่เปลี่ยนชีวิตเราไปจากเดิม (ในทางที่ดี) มากทีเดียว

อาทิตย์สุดท้ายก็ได้ใช้เวลากับพ่อ แม่ และน้องเต่ายักษ์ ได้กินข้าวด้วยกันบ่อยๆ โอ้ว! ครอบครัวอบอุ่นๆๆๆ ดีใจจริงที่ได้เกิดมาอยู่ครอบครัวนี้

โอ้ที่น่าประทัยใจอีกอย่าง คือได้เล่น XBOX360 กับคุณน้องเต่ายักษ์ ที่แม่้จะชัวโมงบินสูงกว่า แต่ก็พ่ายแพ้ FIFA2006 ให้กับเรา ฮ่าๆๆๆ เปล่าหรอก จริงๆประทับใจเพราะนึกถึงสมัยเด็กๆที่เคยเล่นเกมส์ด้วยกันต่างหาก ตั้งแต่อยู่มหาลัยมาก็ไม่ได้เล่นด้วยกันแล้ว มาได้เล่นอีกครั้งก็คราวนี้ล่ะ

คิดไปแล้วก็คิดถึงบ้านนะเนี่ย

แต่ก็เอาวะ กลับมาแล้ว ก็สู้ต่อ ทำ Essay ของเราต่อไป

..................

Friday, November 24, 2006

รัฐประหารบล็อคต่ายน้อย



คำสั่งคณะปฏิรูปฯ ฉบับที่ 1

คำสั่ง หัวหน้าคณะปฏิรูปบล็อคกระต่ายน้อย
ฉบับที่ 1/2549
เรื่อง ขอความร่วมมือในการ Post Comment
.....................................................................

ตามที่ คณะปฏิรูปบล็อคกระต่ายน้อยได้ยึดอำนาจการปกครองไว้เรียบร้อยแล้ว จึงขอแจ้งให้ผู้อ่านทุกท่านได้ทราบถึงนโยบายการ Post Comment ใหม่ของบล็อค โดยทางคณะปฎิรูปขอให้การ Post Comment ของบล็อคนี้ไม่หวานแหวว และขอให้เน้นขำ โหด เครียด หรือสร้างสรรค์ ทั้งนี้คณะปฎิรูปต้องขออภัยต่อผู้อ่านมา ณ ที่นี้ คณะปฎิรูปเข้าใจว่าของหวานนั้นอร่อย แต่กินบ่อยๆมันไม่ดีต่อสุขภาพ

สั่ง ณ วันที่ 24 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2549

ลงชื่อ พล.อ.ต่ายน้อย Anti-Romantic หัวหน้าคณะปฏิรูปฯ

....ขออภัยในความไม่สะดวก โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง

Refridgerator

โอ้อนิจจา

เมื่อซักครู่ข้าพเจ้าเพิ่งเปิดจดหมายอิเลกโทรนิกส์ฉบับที่น่าตื่นเต้นที่สุดในชีวิต เป็นจดหมายที่มาจากคอลเลจออฟฟิต

จดหมายฉบับนั้นแจ้งให้ทราบว่า

.............................

.................

.......

มีคนทิ้งตู้เย็นไว้ ให้ไปติดต่อขอมาใช้ได้ฟรี

"ตู้เย็น"

สิ่งที่จะเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตของข้าพเจ้าไปในทางที่ดีขึ้น
(ข้าพเจ้าดืมน้ำผลไม้อุ่น นมอุ่น มาตลอด รวมถึงไม่สามารถกักตุนอาหารได้เนื่องจากขาดตู้เย็น)

ดังที่อมาร์ตยา เซ็น นักเศรษฐศาสตร์ขวัญใจข้าพเจ้าเคยกล่าวไว้ว่า "if there is starvation and hunger, then -no matter what the relative price looks like- there clearly is poverty" (Sen (1983), from "Poor, Relatively Speaking", Oxford Economic Papers, 35)

การไขว่คว้าให้ได้มาซึ่ง "ตู้เย็น" จึงเป็นสิ่งที่ตรงคอนเซ็ปต์ "การพัฒนา" ที่ข้าพเจ้าตั้งหน้าตั้งตาศึกษาอยู่จนตาแข็งและขวางเช่นทุกวันนี้มั่กๆ

...............

ข้าพเจ้าตัดสินใจวิ่งฝ่าสายฝนและลมหนาวไปที่ออฟฟิตของคอลเลจด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น (ลืมใส่เสื้อกันหนาวเฉยๆ อย่าคิดมาก)

ในใจฮึมเสียงเพลงในตำนานของวง ลิง กิน ผัก (Likkin Park)

I tried so hard and get so far! But in the end, I got "REFRIDGERATOR"

(เพลง In the end, version คนขาดตู้เย็น)

.......................

อนิจจา ลุงแก่ๆที่ดูแลคอลเลจออฟฟิตบอกข้าพเจ้าว่า

เพียงไม่กี่วินาทีหลังจากส่งจดหมายอิเลกโทรนิกส์ฉบับนั้นออกไป ก็มีคนมาซิวตู้เย็นไปเรียบร้อย!

"ตู้เย็น" ที่ฉันเฝ้าฝัน

"ตู้เย็น" ที่ฉันเฝ้ารอ

"ตู้เย็น" ที่ฉันอยากขอ

"ตู้เย็น" ที่ไม่มีวัน....เป็นจริง



ข้าพเจ้ามิอาจสลัดความโครกเศร้าเสียใจออกไปจากจิตใจได้............

_______________________________

ป.ล.เขียนเล่นๆฮาๆนะ ไม่ได้เศร้าจริง

Thursday, November 23, 2006

ฉลองให้กับ Essay

เย้ เย้

Essay สุดโหดผ่านไปแล้ว ในที่สุดเราก็เข้าสู่ช่วงอาทิตย์สุดท้ายก่อนปิดเทอม

ด้วยประการฉะนี้ ข้าพเจ้าขอทำตัวเป็นเจดีย์ ...เฮ้ย! ดีเจ เสียสักครั้ง

โปรดฟังเพลงนี้ดู (Click ที่นี่ครับ)

ชื่อเพลง Start โดยศิลปิน Depapepe ครับ

ฟังแล้วลองหลับตานึกถึงเวลาที่มีความสุขดูสิครับ.....

แค่เสียงกีตาร์สองตัวเนี่ย...ทำให้ใจอิ่มเอิบได้จริงๆ

Wednesday, November 22, 2006

ศึกสายเลือดหมี

คำเตือน: อายุต่ำกว่า 18 ปี โปรดอย่าอ่าน

ณ ปัจจุบัน ศึกสายเลือดเกิดขึ้นที่เชียงใหม่แล้ว

ระหว่าง

V1 ผัวเมียแพนด้า หมีไม่ยอมนอน



ต้นตระกูลเซอร์อเล็ก เฟอร์กูสัน เทพของชาวปีศาจแดง (สังเกตได้จากคุณปิ่น กลางคืนไม่นอนเหมือนกัน)

.....อยากรู้จัง กลางคืนทำไรอ่ะ?

___________________________

V2 ครอบครัวโคอาล่า หมีต้นตำหรับท่าเต้นรูดเสา



โคโยตี้ลอกท่ามาใช้ตรึม

..........ใครจะเป็นฝ่ายชนะ โปรดโหวต.....

------------------------

หรือถ้าท่านตัดสินใจไม่่ได้ เรามีหมีโรคจิตในตำนานอีกตัวหนึ่งเป็นทางเลือก (ไม่อยู่ที่เชียงใหม่ แต่อาจเชิญมาได้ในอนาคต)

V3 วินนี่ จอมล้วง



(ล้วงไหครับท่าน...อย่าคิดมาก)

Monday, November 20, 2006

Talk like Ali-G

Fa those who don't know.

Da leadin acta of da famous movie right now, Borat, s da same main man as da acta who play da famous role of rappa Ali-G.






His name is Sacha Baron Cohen,

he graduated from Cambridge University. Me crew told me da ruma dat he was main man wiv Aj.Pichit of Econ TU.

I ave a video clip of im givin da speech fa da graduate of Harvard University. It's wicked! da link is in da house here:

http://www.ifilm.com/ifilmdetail/2653662

Fa those dat don't know where on earf I got these langauge from, please visit ali-g official web-site at www.disbealig.com and do da translation. Thun yous will know.

P.S. เมื่อการงานวิกฤตหนัก สภาพสติเลยวิปลาสตามไป

Friday, November 17, 2006

ค้นหาความหมายของการซื้อประเวณี

คำเตือน....บทความต่อไปนี้ไม่ต้องการนำเสนอมุมมองทางศีลธรรม ถ้าต้องการเพียงมุมมองดังกล่าวโปรดอย่าอ่าน

กระผมเพิ่งได้อ่านบทความเกี่ยวกับการค้นหาความหมายของการซื้อประเวณี เป็นงานวิจัยที่ทำในอเมริกา น่าสนใจทีเดียว เลยสนใจนำมาเล่าให้ทุกท่านฟังต่อ

งานวิจัยดังกล่าวแม้ทำในอเมริกาแต่ก็มีประเด็นหลายอย่างที่น่าจะเป็นประเด็นระดับสากล ที่พอบอกได้ว่าชายที่เที่ยวผู้หญิงในอเมริกานั้นมีความคล้ายคลึงกับชายที่เที่ยวผู้หญิงในประเทศอื่นอยู่หลายประการ

ธรรมดาเวลาเรานึกถึงการซื้อขายประเวณีนั้น ประเด็นแรกที่เรามักนึกไปถึงคือ ทำไมผู้หญิงถึงได้ขายประเวณี?

แน่นอนความยากไร้ การไร้การศึกษาที่เพียงพอ การตกอยู่ในอิทธิพลของลัทธิบริโภคนิยม หรือแม้คำตอบโบราณคร่ำครึอย่างเขา "ถูกหลอก" ถูกเอ่ยถึงอยู่บ่อยครั้ง หลายครั้งที่เธอเหล่านี้สุดท้ายก็ถูกเพียงแต่ตราหน้าหรือแผลเป็นทางสังคมให้แล้วก็จบ

ความเป็นจริงเรื่องอาจไม่ผิวเผินเพียงเท่านั้น โปรดอย่าลืมว่าเศรษฐศาสตร์บอกเราว่า เมื่อไม่มีอุปสงค์ย่อมไม่มีอุปทาน โสเภณีจะอยู่ได้อย่างไรหากไม่มีลูกค้า และแน่นอนสำหรับเมืองไทย โสเภณีจะเพิ่มจำนวนได้อย่างไร ถ้าคนเที่ยวไม่ "เยอะ"

คนเที่ยวเหล่านี้มองการซื้อประเวณีว่าคืออะไร? (ต่อไปนี้คือมุมมองของงานวิจัยที่ทำในอเมริกา)

ก่อนจะไปถึงมุมมองส่วนบุคคล สิ่งแรกที่ควรถูกพูดถึงคือสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ ที่ได้เปลียนแปลงมุมมองของคนต่อการซื้อประเวณี

ด้วยอิทธิพลของทุนนิยมและตลาดที่ส่งผลให้เกิดกระบวนการ "ทำให้เป้นสินค้า (Commodification)" การซื้อประเวณีก็เช่นกันที่ถูกทำให้ไม่ต่างจากการซื้อสินค้า "ชนิดหนึ่ง"

มุมมองที่เห็นการซื้อประเวณีเป็นการซื้อสินค้าเป็นมุมมองหลักที่โน้มน้าวให้คนหันไปใช้บริการโดยไม่คิดถึงประเด็นทางศีลธรรม แต่ภายใต้มุมมองดังกล่าวการซื้อสินค้าที่เรียกว่า SEX ก็ยังมีรายละเอียดย่อยที่แตกต่างกัน

บางคนอาจมองว่าคนที่ไปซื้อประเวณีนั้น ไม่มีความสามารถที่จะหาผู้หญิงดีๆมามีความสัมพันธ์ด้วย....

เมื่อถูกภามว่าทำไมถึงได้ใช้บริการทางเพศ ชายหนุ่มหน้าตาดีผู้มีหน้าที่การงานที่สำคัญในบริษัทการเงินตอบคำถามว่า
"เขาต้องการมีชีวิตที่อิสระ การมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับผู้หญิงนั้นนำมาซึ่งปัญหามากมายที่เขาไม่ต้องการ มันดีกว่าที่เขาจะมีความสัมพันธ์ทางเพศแค่เพียงผ่าน แล้วใช้ชีวิตอิสระของตนได้ต่อไปโดยไม่ถูกรบกวน"

....ความเป็น Individualism มากขึ้นของสังคม ก็อาจนำมาซึ่งคนที่ "มีโลกส่วนตัว" ที่ไม่ค่อยอยากให้ใครเข้ามาวุ่นวายมากนัก บางทีการมีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งก็นำมาซึ่งความรับผิดชอบที่คนเหล่านี้ไม่อยากแบกรับ

บางคนมองว่าการหันไปใช้บริการทางเพศเกิดจากสภาพครอบครัวที่ไม่อบอุ่น ภรรยาไม่สามารถตอบความต้องการทางเพศของสามีได้.....

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุของการใช้บริการว่าเกี่ยวกับความล้มเหลวของชีวิตแต่งงานหรือไม่ ชายวัยกลางคนตอบว่า
"เขามีชีวิตครอบครัวที่ดี มีความสัมพันธ์ทางเพศที่ปรกติกับภรรยา แต่การมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นทีีไม่ใช่ภรรยาของตนบ้างก็เหมือนการเปลี่ยนรสชาติ บางทีมันอาจช่วยทำให้ชีวิตคู่ของเขาดีขึ้นด้วยซ้ำ"

การซื้อประเวณีของผู้ชายนั้น ส่วนใหญ่ถูกแยกออกจากความรัก รักครอบครัว รักแฟนก็เรื่องหนึ่ง การทำตามความอยากก็อีกเรื่องหนึ่ง

บางคนที่มองว่าคนที่ไปเที่ยวผู้หญิงนั้น ไปเพียงหาทางออกที่ยังไม่มีให้กับความใคร่ที่อัดอั้น อาจมองเรื่องดังกล่าวไม่ครบทุกมุม....

เมื่อถูกถามถึงสาเหตุของการเที่ยว ชายคนหนึ่งจึงได้เล่าประสบการณ์ที่ติดอยุู่ในความทรงจำของตน
"ความประทับใจในการบริการทำให้เขาไปที่นั่นเพื่อหาสาวคนเดิมอยู่บ่อยๆ เขาชอบความรู้สึกที่ได้จากเธอ"

แต่เมื่อถูกถามถึงความรู้สึกที่มีให้กับเธอว่าอยู่ในฐานะใด
"เขากลับตอบเพียงว่า มันอยู่ในฐานะผู้ซื้อและผู้ขายเท่านั้น ความสัมพันธ์ไม่เคยเกินเลยไปกว่าทางพาณิชย์ และไม่ใช่เพียงเขาที่ต้องการเพียงแค่นั้น แต่เธอเองก็ต้องการเช่นกัน"

"แม้ให้เลือกมีความสัมพันธ์โดยที่ไม่ต้องเสียเงินได้ เขาก็จะไม่เลือก เพราะเขาเชื่อว่าสำหรับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ความสัมพันธ์ในเชิงอุปสงค์และอุปทานเป็นเรื่องที่เหมาะแล้ว"

หญิงสาวผู้เคยผ่านประสบการณ์เป็นผู้ให้บริการ กล่าวถึงความสัมพันธ์ของเธอกับลูกค้าว่า
"มีบ้างบางครั้งที่เธอรู้สึกพิเศษกับลูกค้าบางคน แต่เธอรู้ว่าการพยายามให้ความพิเศษกับลูกค้าที่เธอรู้สึกเช่นนั้น จะไม่ส่งผลใดๆที่เธอต้องการให้เกิดขึ้นได้เลย เธอเคยบอกให้ลูกค้าที่เธอชอบมากคนหนึ่งมาใช้บริการได้ฟรี.....แต่หลังจากนั้นเธอก็ไม่เจอเขาอีกเลย"

คำอธิบายว่าการไปเที่ยวนั้นคือการบำบัดทางอารมณ์อาจถูกเพียงแค่ครึ่งเดียว เพราะในความคิดของผู้ชายนั้น การบำบัดอารมณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกที่ถูกแยกจากความเป็นจริง เป็นโลกที่ไม่เกี่ยวกับความรักและศีลธรรม เป็นสิ่งเสมือนจริงในโลกที่จำกัด (Bounded Authenticity)ที่อยู่บนพื้นฐานของการได้รับและตอบแทน

นั่นคงเป็นความหมายคร่าวๆของ "การซื้อประเวณี" ที่ได้จากงานวิจัยเรื่องดังกล่าวในอเมริกา

ไม่รู้ว่าจะคล้ายคลึงกับภาวะในประเทศไทยของเราหรือไม่?

แต่ที่แน่ๆ งานวิจัยดังกล่าวได้เอ่ยถึงคำสัมภาษณ์ที่ตรงไปตรงมาของชายอเมริกันคนหนึ่ง ที่ว่า

"Men and woman just think differently, Men will fuck sheep, boys, anything. They are dogs"

.........ไม่ทราบชายไทยคิดว่าส่วนไหนบ้างของประโยชน์ดังกล่าวที่จริง

Tuesday, November 14, 2006

เศรษฐกิจพอเพียง: ทฤษฎีสีเหลือง

ในยุคที่สีเหลืองกลายเป็นสีที่มีอภิสิทธ์เหนือสีอื่นๆ

กลายเป็นสีที่ศักดิ์สิทธ์ และมีอำนาจทางคุณธรรมแฝงอยู่ (ช่วยเพิ่มความชอบธรรมในการทำรัฐประหารได้ด้วย...อู้หู)

เราอาจเที่ยวไปบอกคนที่ไม่ยอมใส่สีเหลือง หรือไม่มีเสื้อเหลืองอยู่ในตู้เสื้อผ้าได้ว่า

"morally below standard"

ก็ในเมื่อสีเหลืองมันทรงพลังขนาดนั้น......ใครปฏิเสธก็เหมือน "คนไม่รักดี"

....................

เอาล่ะ ทีนี้มาว่ากันด้วย "อภิทฤษฎี" ที่ชื่อ "เศรษฐกิจพอเพียง" บ้าง

เพราะปัจจุบันก็กลายเป็นทฤษฎีที่ศักดิ์สิทธิ์ มีอำนาจทางคุณธรรมไปแล้วเช่นกัน

เมื่อมันกลายเป็นทฤษฏีสีเหลือง....เปี่ยมไปด้วยอำนาจและบารมี

คงปฏิเสธได้ยาก เพราะใครกล้าหาญไปโต้แย่้ง อาจถูกว่าได้ง่ายๆว่า ไม่รักดี

...................

คงไม่อาจปฏิเสธได้่ว่าเศรษฐกิจพอเพียงก็เป็นทฤษฎีที่น่าสนใจทฤษฎีหนึ่ง

แต่ต้องยอมรับว่า ในเมื่อมันเป็นแนวคิด มันก็ย่อมมีจุดดีและจุดด้อย

และที่สำคัญมันควรมีความเท่าเทียมกับแนวคิดอื่นๆ ไม่ใช่มาด้วย "อภิสิทธิ์"

ถ้าเศรษฐกิจพอเพียงมาแบบใส่สีเหลือง แล้วการวิพากษ์วิจารณ์ที่ตรงไปตรงมา การโต้แย้งบนหลักของเหตุผล บนเนื้อหาของทฤษฎีล้วนๆจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

ช่วยกันถอดสีเหลืองออกจากเศรษฐกิจพอเพียงก่อนเถอะ แล้วค่อยมาตื่นเต้นตื่นตัวกับมันเช่นปัจจุบัน

.....................

ในฐานะที่เศรษฐกิจพอเพียงน่าจะอยู่คู่สังคมไทยไปอีกนาน

ขอโปรดพึงสังวรณ์ความเป็นสังคมอภิชยานาธิปไตยของประเทศไทยเอาไว้

ว่าสังคมไทยเป็นสังคมของคนกลุ่มน้อยที่อยู่บนยอดปิรามิดทางเศรษฐกิจและอำนาจ และคนเหล่านี้ก็มีความสามารถสูงในการสร้าง ความเป็นไทย เพื่อปกป้องประโยชน์ของตนเองได้อย่าง "เนียน" มาตลอด

และตั้งคำถามเยอะๆกับ อภิชน.....อภิสี......และอภิทฤษฎี

Monday, November 13, 2006

ภาพลวงของการมองอดีต

วันก่อนได้อ่านเอกสารชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับกระบวนการศึกษาประวัติศาสตร์

เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับข้อผิดหลาดเกี่ยวกับการศึกษาประวัติศาสตร์ ที่มักจะเกิดขึ้นบ่อยๆ คือการศึกษาประวัติศาสตร์บนฐานของความรู้สึกปัจจุบัน

พูดง่ายๆว่าเอาปัจจุบันมาตัดสินประวัติศาสตร์ว่างั้นเถอะ ซึ่งผู้เขียนบอกว่าเป็นเรื่องไม่ควร เพราะประวัติศาสตร์ควรถูกศึกษาภายใต้ปัจจัยแวดล้อมต่างๆของยุคสมัยนั้นๆในอดีต เพื่อให้เกิดความเข้าใจเหตุการณ์ต่างๆในอดีตอย่างแท้จริง (และเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือทำการบางอย่างในปัจจุบัน)

แต่เรื่องที่อยากเม้าท์คงไม่ใช่เรื่องดังกล่าว

มันเป็นเรื่องที่อ่านแล้วรู้สึกโดนอะไรบางอย่างใกล้ตัว

เนื่องจากเอกสารดังกล่าว ยังกล่าวต่อไปถึงภาพลวงที่มักเกิดขึ้นเสมอเวลาคนเราอ้างอิงประวัติศาสตร์ (ภาพลวงเหล่านี้มักทำให้ประวัติศาสตร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือ)

ผู้เขียนกล่าวว่าภาพลวงใหญ่ๆที่มักเกิดในการมองย้อนกลับไปในอดีตก็ได้แก่

หนึ่ง อดีตมีค่าควรอนุรักษ์เสมอ

แนวนี้เป็นแนวคิดแบบ"วัฒนธรรมไหนที่มีมาแต่เดิมย่อมดีตลอด" มักจะได้เจอในคำกล่าวประมาณว่า ก็เขาทำมากันแบบนี้ตั้งนานแล้วอ่ะ หรือถ้าเป็นแบบที่กระผมเคยได้ยินคงเป็นประมาณ ที่นี่เราทำแบบนี้กันมาตั้งนาน (เพราะฉะนั้นโปรดอย่าเถียงและทำมันต่อไป)

อืม คุ้นๆ คุ้นๆ เหมือนเคยได้ยินอะไรแบบนี้บ่อยๆ

สอง ปัจจุบันแย่กว่าอดีตเสมอ

คือประมาณว่า อดีตที่ผ่านมาล้วนรุ่งเรือง ส่วนปัจจุบันที่เป็นอยู่นั้นแย่ลงกว่าเดิมมาก แนวคิดแบบนี้มักพบได้ในคำกล่าวของผู้สุงอายุ ซึ่งส่วนใหญ่จะกล่าวว่า เด็กสมัยนี้นี่..... ผู้เขียนเอกสารดังกล่าวบอกว่า ความรู้สึกแบบนี้มักเกิดขึ้นกับผู้ใหญ่ที่ปรับตนเองตามการเปลี่ยนแปลงไม่ทัน จนรู้สึกเกิดการสูญเสียขึ้นภายใต้การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว

อืม คุ้นๆ อีกละ

ทำไมๆ รู้สึกเหมือนได้ยินอะไรประมาณนี้มาก่อนก็ไม่รู้ ประหนึ่งเกิด dejavu

ดูท่าทางบางสถานที่จะตกอยู่ในภาพลวงแห่งการมองอดีตแบบที่คนเขียนคนนี้กล่าวไว้พอควรนะเนี่ย อืม.....

Sunday, November 12, 2006

การเรียนและการตั้งคำถาม

ขอบ่นเสียหน่อย สักสองสามเรื่อง

ช่วงนี้กระผมต้องผจญกับภาระการเรียนที่นักมาก การใช้ชีวิตแต่ละวันนั้นต้องถือว่าอยู่ในวิสัย "ชีวิตเศร้า" เลยทีเดียว เนื่องจากเวลาทั้งหมด ยกเว้นกินข้าวและนอน ถูกใช้ไปกับการเข้าเรียน อ่านหนังสือ และเขียน essay ส่ง แบบว่าชีวิตเหลือแค่มิติเดียว มิได้ออกกำลัง ฟังเพลง หรืออ่านหนังสืออ่านเล่นแต่อย่างใด

กับการเรีียนที่หนักหน่วงนั้น ก็พอบอกได้ว่า มันก็เป็นเช่นนั้นนั่นแล ตอนเลือกมาก็ไม่รู้ว่ามันจะหนักหนาอะไรมากมาย พอมาถึงก็ได้ยินเสียงเล่าลือว่าคอร์สที่เลือกมานั้นระดับความทรมานใช้ได้ทีเดียว พอเรียนไปจริงๆก็ถึงบางอ้อ มันทรมานใช้ได้ อย่างนี้นี่เอง!

แต่ท่ามกลางภาระงานหนักหน่วงและความเครียดฟุ่งกระจายเหล่านี้ ก็มีเรื่องน่าคิดผุดขึ้นในหัวสองสามเรื่อง

อย่างแรกเนี่ย คือความต่างระหว่างการเรียนป.ตรีกับการเรียนระดับ grad
เพิ่งมาเข้าใจว่า โอ้ เราต้องถูกฝึกซ้อมอย่างหนักหน่วง เพื่อให้สามารถผลิตงานวิชาการชั้นดีได้ในอนาคต

ขออาจารย์ทั้งหลายที่เคยต่อว่าผลงานกระผมเมื่อครั้งเข้ามาเป็นอาจารย์ป.ตรีโปรดเข้าใจ กระผมเพิ่งทราบแล้วว่าการฝึกฝนเพื่อเข้าสู่โลกวิชาการอย่างจริงจังนั้นเป็นเช่นไร เทียบกันไม่ติดทีเดียวกับตอนเรียนป.ตรี

หวังได้ว่าเมื่ออ่านการฝึกโหดเหล่านี้ไปแล้วงานกระผมจะมีพัฒนาการชัดเจน

โอ้ ขอหยุดแก้ตัวก่อน มีเรื่องอยากบ่นและกล่าวโทษผู้อื่น

คือต้งแต่มาเรียนระบบอังกฤษเนี่ย เห็นปัญหาอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นกับตัวเองชัดเจน

คือระบบการเรียนที่ประสบอยู่ในปัจจุบันนั้น เน้นการเรียนแบบอ่านเอง แล้วไปห้องเรียนเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ตั้งคำถาม วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นต่างๆแข่งกัน

อาจเรียกได้ว่าเป็นการเรียนเชิงวิพากษ์

ทีนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับตัวผมในปัจจุบัยก็คือ ผมรู้สึกถึงความสามารถที่อ่อนด้อยกว่าประชามคมโลกจากยุโรปและอเมริกาด้านการตั้งคำถามและ การวิพากษ์วิจารณ์มากๆ

คือรู้สึกว่าตัวเองเนี่ย หากเข้าเรียนแล้วเข้าใจที่อาจารย์พูด อ่านหนังสือรู้เรื่อง จำประเด็นต่างๆที่สำคัญของหนังสือได้ก็น่าจะพอแล้ว อาจถือว่าดีมากแล้วด้วยซ้ำ

แต่พอต้องมาตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองอ่าน แบบว่าประเด็นไหนที่เราไม่เห็นด้วย ไม่เห็นด้วยเพราะอะไร เราคิดว่าผู้เขียนขาดอะไรไปบ้าง ผมกลับรู้สึกว่าตัวเองทำอะไรเหล่านี้ได้ไม่ดีเลย

จะว่าไปแล้วเลยได้นึกย้อนกลับไปในอดีต และพบว่าอืม…จริงๆก็ไม่เคยทำอะไรแบบนี้มาก่อนนี่น่า

ตั้งแต่เริ่มเรียนอนุบาล ยันจบป.ตรี ดูเหมือนการเรียนรู้ในบ้านเรานั้น จะแยกชัดเจนระหว่างการเรียนกับการถาม

คือเรียนก็คือเรียน เข้าไปในห้อง ทำให้ได้อย่างที่อาจารย์บอก คิดให้ได้แบบที่อาจารย์คิด จำให้ได้ แล้วเอาไปสอบ ได้คะแนนดีสบายแฮ

แต่ไม่ต้องวิพากษ์ว่าสิ่งที่อาจารย์สอนนั้นมีข้อบกพร่องตรงไหน ไม่ต้องตั้งคำถามแข่งกับความรู้ที่อยู่บนกระดาน ไม่ต้องไปพูดคุยถกเกียงกันต่อถึงความรู้ที่ได้รับว่าเห็นด้วยหรือไม่และอย่างไร

คิดโทษการศึกษาไทยได้เช่นนี้ กระผมจึงรู้สึกเสียดายและเสียใจกับระบบการศึกษาบ้านเราพอควร อืมเราฝึกคนเป็นนักคิดได้ยากจริงๆ เพราะเราไม่เคยให้ความสำคัญกับการตั้งคำถามในการเรียน

นี่ล่ะน้า กระผมถึงได้ลำบากใบ้แด๊กอยู่ในขณะนี้ (แต่จริงๆแล้วภาษากระผมก็ยังไม่ค่อยดีนัก จะพูดไรทีก็ต้องคิดแล้วคิดอีก โดยเฉพาะเวลาถกเถียงเรื่องที่เป็นวิชาการมากๆ เรื่องนี้มีส่วนเช่นกันและเป็นความผิดของกระผมเอง)

อีกเรื่องนึงคงเป็นเรื่องความเหงา

อืมตั้งแต่มาเรียนเนี่ย วันๆแทบไม่ค่อยได้เจอใคร ถึงเจอก็ไม่ค่อยได้คุยอะไรมากมาย แบบคุยผ่านๆ

กับเพื่อนที่ร่วมคลาสก็ไม่ค่อยสนิท (ซักที)

ก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไม จริงๆก็อยากคุยกันมันนะ แต่มันเหมือนมีอะไรบางอย่างมากั้นเอาไว้

จากเมื่อก่อนเวลาโดนถามว่า How are you? จะต้ั้งใจตอบเพราะนึกว่ามันถามจริงๆ

จนตอนนี้รู้แล้วว่าเขาก็ถามไปงั้นล่ะ เพราะเขาไม่ได้รอคำตอบอะไรจากเรา

รู้สึกว่าสังคม Grad เนี่ยแบบ ค่อนข้างตัวใครตัวมัน ดูแลตัวเองก็แล้วกัน เวลาเฮฮาอะไรร่วมกันเนี่ย แทบไม่มีเลยซักครั้ง

อืม พอมาอยู่แบบนี้ก็ จิตตก พอควร แบบคนเคยอยู่ฮาๆ เพื่อนเยอะๆ มีเรื่องคุย บ่น เม้าท์ ได้ตลอด

พอมาอยู่แบบนี้ กอปรกับความเครียดจากการเรียน

ก็ได้แต่บอกตัวเองบ่อยๆ ว่า common man! it won’t make you die! it will make you tough!

เอาล่ะ ขอหยุดบ่นแต่เพียงเท่านี้และไปอ่านหนังสือต่อแล้ว

Thursday, November 02, 2006

กระบวนการสร้างสังคม (Social Construction)

ขอร้อนวิชาเสียหน่อย

ช่วงนี้กำลังศึกษาเรื่อง "กระบวนการสร้างสังคม" อยู่

มันส์มากทีเดียว แต่ส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับการสร้างสังคมแอฟริกา

จากที่ไม่มีประเทศชัดเจน แอฟริกาในอดีตก่อนจะถูกครอบครองเป็นอนานิคม แม้จะแบ่งแยกกันเป็นชนเผ่า แต่เส้นแบ่งไม่เคยชัดเจน และแต่ละเผ่าไม่พยายามช่วงชิงทรัพยากรหรือสร้างความขัดแย้งกับชนเผ่าอื่น (ยกเว้นในบางกรณี)

แอฟริกาผ่านเส้นทางของการเป็นอาณานิคม ที่มีการตีเส้นแบ่งดินแดนต่างๆเป็นชาติเพื่อปกครอง และเข้าสู่ช่วงเวลาที่แต่ละประเทศที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นตกอยู่ภายใต้กระบวนการ "สร้างชาติ"

จนถึงช่วงเวลาแห่งความโหดร้าย ที่ประชาคมโลกต้องเห็นคนแอฟริกันฆ่ากันเองเพราะความแตกต่างทางเชื้อชาติ (ซึ่งในหลายกรณีกลับเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นในช่วงการเป็นอาณานิคม)

คนแอฟริกันที่ตกอยู่ภายใต้สงครามระหว่างเชื้อชาติ จะรู้บ้างไหมว่าหลายๆสิ่งที่เขาเชื่อจนต้องฆ่ากันตายนั้น กลับกลายเป็นสิ่งที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้ชนชั่นปกครองได้ใช้ประโยชน์ในการสร้างอำนาจและความชอบธรรมทางการเมือง

........................

อาจารย์ที่สอน บอกให้เห็นถึงความสำคัญของการรู้สึกตัวว่าเราล้วนตกอยู่ภายใต้ "สังคมที่ถูกสร้าง"

แล้วคนไทยเราล่ะ รู้ตัวกันบ้างไหมว่าอะไรในบ้านเราซึ่งถูกสร้าง

อะไรเป็นสิ่งที่เราคิดว่าสำคัญนัก จนเอามาแบ่งว่าใครเป็นคนไทย ไม่เป็นคนไทย

สิ่งนั้นมันมีค่าพอไหม ที่เราจะคลั่งกับมันจนต้องทำร้ายกัน

คำถามนี้คงตอบยาก

แต่ถ้าเรารู้ตัวว่าเราต่างอยู่ในสังคมที่ถูกสร้าง เราคงเข้าใจในความแตกต่าง ที่เราอาจเคยเรียกมันว่า "ความขัดแย้ง" ได้ดีขึ้น

ขอแค่นี้ มากไปไหม?

Wednesday, November 01, 2006

อธิการฯธรรมศาสตร์ กับ ตำแหน่งสมาชิกสภานิติบัญญัติ

หลังจากได้เห็นร่างแถลงการณ์ให้ท่านอธิการธรรมศาสตร์ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติเลือกลาออกจากตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่ง

อืม....

จริงๆก็เห็นด้วยพอควร ว่าอธิการธรรมศาสตร์ไม่ควรไปเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติ

แต่อีกแง่นึงก็เห็นใจ อ.สุรพล เหมือนกัน

ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนนะ แต่พอเข้าใจสถานะ

รวมถึงที่แกพยายามบอกว่า กลับไปแก้ไขในอดีตไม่ให้รัฐประหารไม่เกิดคงไม่ได้ ตอนนี้อ.เขาคงอยากทำหน้าที่ในฐานะนักกฎหมายมหาชนในการช่วยร่างรัฐธรรมนูญใหม่ รวมถึงหน้าที่อะไรอีกมากมายตามที่จะทำได้

แต่ก็นั่นล่ะ ก็ยังรู้สึกว่าจุดยืนอ.เขาน่าจะแข็งกว่านี้หน่อย ช่วงแบบนี้ภาษาวัยรุ่นน่าจะเรียกได้ว่า "ช่วงวัดใจ"

ถ้าใจถึงก็ออกดีกว่า โดยนโนคติและอุดมการณ์แล้วคงพอเข้าใจได้ว่าสองตำแหน่งนี้มีสภาพเบื้องหลังที่ขัดแย้งกันอย่างเลี่ยงไม่ได้

หลังๆนี่ รู้สึกเหมือนว่า คนเราบางทีก้ต้องเจอเอากับช่วงวัดใจแบบนี้อยู่บ่อยๆ และการวัดใจแบบนี้นี่ล่ะ มันเป็นจุดที่ทำให้ "ตำนาน" ต่างจาก "ประวัติศาสตร์"

ถ้าคุณเป็นอธิการธรรมศาสตร์ล่ะ คุณจะทำไง?

Tuesday, October 31, 2006

กลับมาอีกครั้ง

กลับมาอีกครั้งหนึ่งครับพ้ม

คนเดิม ใจเดิม แต่เปลี่ยนสถานที่

เพราะตอนนี้ดั้งด้น ลำบากลำบน ขนย้ายบั้นท้าย มา(ไม่ค่อย)สบายที่ Oxford

.................

ที่ Oxford นี่สวยดีนะครับ

จริงๆ อยากจะโพสรูปให้ดูจริงๆ

แต่ลืมไปว่าทำไม่เป็น อืม....ใช้มาตั้งนานก็ยังโพสรูปไม่เป็น งั้นไว้คราวหน้านะ

(ดูอีกที ทำเป็นละครับ แต่ยังไม่มีรูป)

.................

ตอนนี้ ชีวิต ก็...ขอใช้คำนี้ละกัน หมกหมุ่น

หมกหมุ่นอยู่กับการเรียนมากๆๆๆ

จะว่าไป ไม่เคยเรียนหนักเท่านี้มาก่อน

แต่ถามว่าชอบที่เรียนอยู่ไหม

อย่างน้อยที่สุด ก็พอบอกได้ว่าชอบ อืม...นี่คงเป็นเรื่องที่โชคดีที่สุดเรื่องนึงมั้ง

.................

พอดีตัดสินใจเด็ดเดี่ยว

กระโดดข้ามจากเศรษฐศาสตร์ มาเรียนด้านการพัฒนา

เป็นการเรียนแบบสหวิทยาการ

คือต้องศึกษาหลายๆศาสตร์ไปพร้อมๆกัน เกี่ยวกับเรื่องการพัฒนา

ก็หนักหน่อยเพราะจับปลาหลายมือเหลือเกิน (เหมาะใช้คำว่าหว่านแหมากกว่า)

แต่ถ้าได้ปลาหลายตัวก็น่าสน

อ้า....แต่เค้าให้เลือกตัวที่ชอบสุดเป็นหลักได้นะ

ก็คงอยู่วงการเศรษฐศาสตร์ต่อไปนี่ล่ะ แต่คงพยายามผสมๆให้ออกมาเป็นแนวของตัวเอง

แบบเศรษฐศาสตร์การเมือง ผสมกับมานุษยวิทยา

แล้วจะเล่าให้ฟังนะครับ ว่าจะออกมาเป็นไง

แต่ที่แน่ๆ คงต้องขอเป็นพวกนอกกระแส(หลัก)อีกคน

เข้าร่วมแก๊งค์กับอ.ปกป้อง และอ.อภิชาติ ที่คณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ โดยปริยาย (อืม...ได้เกาะกลุ่มคนดังแฮะ)

.............................

วันนี้ขอตัวก่อน ต้องไปสะสางงานที่ยังอ่านไม่เสร็จให้หมดก่อนนอน

ต่อจากนี้คงเขียนยาวๆไม่ได้ เพราะงานยุ่งเหลือเกินจะรับไหว

เอาเป็นว่าจะเขียนวันละนิด แต่เขียนบ่อยๆละกันนะครับ

โชคดี

..............................

Sunday, August 27, 2006

ค้นหาตัวเองที่สุคะโต

มันเป็นเวลาล่วงสองสัปดาห์มาแล้ว...หลังจากที่ผมกลับออกมาจากวัดป่าสุคะโต ที่ซึ่งผมได้ไปใช้เวลาร่วมเดือนในการบวชเรียน

ในตอนแรกผมคิดจะเขียนบทความนี้ทันทีเพื่อไม่ให้ความทรงจำต่างๆที่ยังชัดเจนอยู่ในหัวเริ่มจางหาย

แต่แล้วความวุ่นวายในทางโลกก็กลับเข้ามาสู่ชีวิตอีกครั้ง ทั้งที่คาดหมายและไม่ได้คาดหมาย การเขียนเล่าเรี่องนี้ก็ถูกผ่อนปรนออกไป

อย่างไรก็ดีเมื่อไตร่ตรองแล้ว ผมกลับรู้สึกว่า มันคงดีกว่าที่จะเขียนถึงประสบการณ์ที่ได้จากการบวชในตอนนี้ เวลาที่โลกแห่งความจริงกลับมาสู่ชีวิตอีกครั้ง และประสบการณ์ทางธรรมกำลังลดกำลังของมันลงเมื่อต้องต่อสู้กับกิเลสที่บ่าเข้ามาตลอดเวลา

เราคงเบื่อๆกันแล้วเวลาที่เห็นบทความธรรมะของคนที่ซึ้งในพระธรรมอย่างสุดเหลือ จนผู้อ่านรู้สึกถูกสะกดไปชั่วขณะ แต่แล้วพอตื่นจากภวังค์ชีวิตก็เข้าสู่วงจรเดิมก่อนหน้า ทุกข์ สุข ไม่เปลี่ยนแปลง

"ชีวิตจริงมันหวานซึ้งแค่ชั่วประเดี๋ยว แล้วก็มีแต่ความจริงรสขมที่นานไปเราก็เริ่มชินชา"

มาลองดูช่วงเวลาที่ธรรมะกำลังยื้อฉุดกับกิเลส ประดุจการต่อสู้ที่ยังไม่อาจบอกได้ว่าใครจะเป็นฝ่ายชนะดีกว่า ห้วงเวลาแบบนี้ไม่ใช่หรือที่เป็นตัวตัดสินว่าการกระทำจะออกมาชั่วดีอย่างไร

...........................

"วัดป่าสุคะโต"

ผมย้อนกลับไปเล่าสั้นๆถึงประสบการณ์ที่ได้จากการบวชเรียนก่อน ด้วยว่าท่านผู้อ่านทั้งหลายคงสนใจถึงที่มาที่ไปแห่งธรรมะที่ผมได้เรียนรู้มา

ผมเองไม่เคยคาดหวังว่าชีวิตตัวเองจะต้องบวช ผมไม่เชื่อเรื่องบุญบาปที่ได้จากการบวช ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครมาเกาะชายผ้าเหลืองใครขึ้นสวรรค์ได้

แล้วไปบวชทำไม?

วันหนึ่งความคาดหวังต่อชีวิตผมเริ่มเปลี่ยนไป ครั้งหนึ่งผมรู้สึกเหมือนตัวเองจะควบคุมทุกๆอย่างในชีวิตไว้ได้ง่ายๆ แต่ความจริงไม่เป็นเช่นนั้น ผมห่วยแตกและอ่อนแอกว่าที่ผมรู้จักตัวเองเยอะ ผมไม่เคยทำตามที่ตัวเองบอกตัวเองได้ ผมล้มเหลวต่อความคาดหวังของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซากปรักหักพังของความฝันที่เคยยิ่งใหญ่เหมือนกองอยู่เกลือนกลาดในชีวิต จากคนที่เคยมั่นใจว่าจะทำทุกๆอย่างได้สำเร็จอย่างง่ายดายผมเรียนรู้ว่าตัวเองก็แค่คนไม่เอาไหนคนหนึ่ง

มันเกี่ยวอะไรกับการบวช?

แม้โง่เขลา แต่ผมก็เคยรู้อะไรเกี่ยวกับคำสอนของพระพุทธเจ้ามาบ้าง บดสวดมนต์ประกอบคำแปลที่เคยสวดทุกเช้าเมื่อครั้งยังเป็นนักเรียนยังดังอยู่ในความทรงจำ ศาสนามักเป็นคำตอบสุดท้ายของคนที่คิดอะไรไม่ออกเกี่ยวกับชีวิต ผมเองตั้งความหวังว่าจะปัดฝุ่นความผิดพลาดแล้วตั้งใจใช้ชีวิตให้ดีขึ้นอีกครั้ง จุดเริ่มใดล่ะที่จะดีไปกว่าการออกแสวงหาสิ่งที่ขาดหายไปอย่างแน่นอนในชีวิต

"สติ"

คำได้ยินบ่อยที่สุดคำหนึ่งในศาสนาพุทธ แล้วมันคืออะไร มีมันแล้วชีวิตจะดีขึ้นหรือ? กับคนที่เริ่มจนตรอกกับปัญหาแล้ว การเฝ้าหาคำตอบก็อาจเป็นความฟุ่มเฟือยในการใช้โอกาสได้ ลองตอบมันทุกคำตอบเท่าที่มีเวลาจะตอบได้ดีกว่า

ลมแห่งโชคชะตาพัดเข้ามาสู่ชีวิตผมอีกครั้ง ครั้งนี้มันพัดพาให้ผมได้ไปรู้จักวัดที่ชื่อวัดป่าสุตะโต

ผมได้ไปชัยภูมิในการปฏิบัติงานให้กับคณะ แล้วด้วยความบังเอิญและความกรุณาของอาจารย์ท่านหนึ่งผมก็ได้ไปเยี่ยมเยือนที่แห่งนี้

สำหรับคนบาปหนาเช่นผม วัดไม่ใช่ที่ๆผมย่างกรายเข้าไปบ่อยนัก แต่ผมก็รู้สึกได้ว่าวัดนี้ไม่เหมือนที่อื่นๆ

ผมเคยรู้สึกอิดเอียน เมื่อเห็นนักบวชกระทำตนเองไม่ต่างอะไรกับพ่อค้า เดินซื้อของเล่นและเกมส์เกมที่คลองถมไม่ต่างกับ "เต่ายักษ์" (taoyak.blospot.com)

เคยเบื่อเซ็งกับตู้บริจาคค่าน้ำไฟ และเลิกบูชาสงฆ์อย่างจริงใจเมื่อเห็นข่าวการเสพเมถุนดาษดื่นบนหน้าหนังสือพิมพ์รายวัน

อย่างน้อยที่วัดป่าสุคะโตทุกอย่างแตกต่างออกไป ที่นั่นปฏิเสธแนวทางพุทธพาณิชย์อย่างสิ้นเชิง ด้วยรู้ว่าเมื่อมีเงินทองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเมื่อไรแล้ว ไม่ว่าคน สงฆ์ หรือเทวดา ก็ล้วนลดคุณค่าตนเองกลายเป็นมารได้ทุกเมื่อ

กับพิธีกรรมที่เป็นเปลือกนอกก็เช่นกัน วัดป่าสุคะโตไม่มีการสวดศพ ไม่มีการระดมสงฆ์ไปงานบุญ ไม่มีเสียงโห่ร้องของการแห่นาค

ความเงียบสงบกับบรรยากาศที่ร่มรื่นของป่า ดูเป็นสถานที่ในอุดมคติเหลือเกินสำหรับการเรียนรู้ตนเอง

ผมตัดสินใจจะบวชที่นี่ทันที เมื่อได้พบท่านอดีตเจ้าอาวาส "หลวงพ่อคำเขียน" ด้วยประทับใจเมื่อได้รับคำตอบว่า "จะมาบวชหรือ ไม่ต้องเตรียมอะไรมาหรอก มาแต่ตัว เตรียมใจมาให้พร้อมก็พอ"

เกิดครั้งแรกก็มีมาแต่ตัวกับใจ หากจะเกิดอีกครั้ง ทำไมจะต้องมีไปมากกว่านั้น

.......................

"ค้นหาตัวเอง"

วันเวลาที่สุคะโตผ่านไปอย่างรวดเร็ว

ที่นั่นวัตรปฏิบัติประจำวันเริ่มต้นในเวลาที่ใครบางคนยังไม่เริ่มนอนหลับ

ตีสามครึ่งเราทุกคนต้องตื่นมาแปรงฟันล้างหน้า ตีสี่ทำวัตรเช้า ฟังเทศน์ ตีห้ากว่าๆบิณฑบาตร เจ็ดโมงครึ่งฉันเช้า เก้าโมงปฎิบัติธรรมในรูปแบบโดยการเดินจงกรมสลับกับการเจริญติโดยเทคนิคการเคลื่อนไหวกาย พักครู่หนึ่งในเวลาเพล แล้วปฏิบัติธรรมต่อจนทำวัตรเย็น ก่อนนอนในเวลาสามทุ่มก็ปฏิบัติต่ออีกเล็กน้อย

หลักในการปฏิบัติธรรมนั้นไม่มีอะไรมาก แค่สั้นๆคือ "รู้สึกตัว"

ดั่งคำสอนในพระไตรปิฎกเกี่ยวกับการฝึกสติ อันมีอยู่ว่า จะ กิน นอน เดิน นั่ง คู้ เหยียด ก็ให้รู้สึก

นั่นคือแก่นในการฝึกสติตามแบบฉบับของสุคะโต

ให้อยู่กับความรู้สึกตัว แล้วสติจะมีกำลังเพิ่มขึ้น ความคิด อารมณ์ ความสุข ความเศร้า ก็กลายเป็นแค่ห้วงภวังค์ที่ผ่านมาและผ่านไป ไม่ได้มีกำลังดึงใจของเราไปสุขทุกข์กับมันอีก

ฟังแล้วอาจเข้าใจยาก ก็นั่นล่ะ หากสนใจก็ลองหาข้อมูลเกี่ยวกับสุคะโต พอได้ข้อมูลแล้วลองปฏิบัติจะดีที่สุด

"หมื่นล้านคำกล่าวก็ไม่สู้สัมผัสด้วยตนเอง"

กับการปฏิบัติธรรมนั้น ในเวลาแรกผมก็ปฏิบัติไปด้วยความมุ่งหวัง "หว่านพืชหวังผล" ทุกครั้งที่เข้าสู่การปฏิบัติก็บอกตัวเองว่าต้องตั้งใจทำมากๆเพราะไม่อยากผิดพลาดอะไรไปอีกครั้ง มาไกลขนาดนี้ต้องได้อะไรไปบ้าง

มารู้ตัวก็ในวันหนึ่งว่าหากปฏิบัติไปด้วยความอยากได้อยากเป็น แล้วจะต่างอะไรไปจากเมื่อครั้งอยู่ในทางโลกที่ชีวิตขับเคลื่อนด้วยกิเลสเล่า นับจากตอนนั้นก็ปฏิบัติธรรมไปเรื่อยๆโดยไม่คิดอะไร

ในช่วงเวลาแห่งการปฏิบัตินั้น ทำให้รู้สึกไปว่าชีวิตมีคุณค่าของมันอยู่แล้ว ความสุขก็อยู่กับตัวเราอยู่แล้ว บางครั้งนึกย้อนมองดูกลับไปในรอยอดีตแห่งความสุขเศร้าก็รู้สึกว่าไม่พบสาระอะไรให้ใจวุ่นวายอีก

ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีมากๆของชีวิตเวลาหนึ่ง

แต่อนิจจา ด้วยความบาปหนาหรือไรเล่า ผมเองก็ตัดไม่ขาดจากทางโลกอยู่ดี ความมุ่งหวังในอนาคตของตนเองยังมีอยู่เต็มเปี่ยม กามกิเลสทั้งหลายยังอยู่ในห้วงคำนึง ทุกสิ่งล้วนเรียกร้องให้ผมกลับไปสู่ทางโลก ไปไขว่ขว้า ไปค้นหา ไปหมกหมุ่นกับความคาดหวังอีกครั้ง

ผมยอมรับว่ายังข้ามไม่พ้นกำแพงแห่งอัตตา และสัญชาตญานแห่งความอยากของสัตว์ที่มีอยู่ในตัว

แต่อย่างน้อยก็ยังได้รู้จักมันดีขึ้น แลกำแพงที่เคยสูงสุดตาก็ไม่ได้รู้สึกว่าสูงจนไม่เห็นจุดจบอีกต่อไป

ในวันสึก ผมรู้สึกอยากจะหยุดสภาวะในจิตใจตนเองให้มันอยู่แบบนี้ไปอีกนานเท่านาน สภาวะที่สงบ สภาวะที่ตัวเองรู้สึกเป็นนายของจิตใจ โทสะ โมหะ โลภะ ล้วนเป็นที่รู้จักแล้วสิ้น

แต่ในใจลึกๆก็ยังรู้อยู่ เมื่อกลับมาทางโลกแล้วทุกสิ่งย่อมเปลี่ยนไป ไม่รู้จะต้านทานกระแสกิเลสได้อีกนานแค่ไหน....

.............................

กลับสู่ความจริง

กลับมาจากสุคะโตวันแรก ผมถึงกลับหวั่นไหวเมื่อต้องเผชิญกับสภาพรถติดในกรุงเทพ

กลับมาได้วันเดียวแม่ผมก็ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาล สาเหตน่ะหรือ ก็เพราะแม่ป่วยอยู่แล้วดันเดินทางไปร่วมงานสึกของผมอีก ก็เลยแย่หนักลงไป

แต่ต้องไม่ต้องห่วงครับ หลังจากไปนอนโรงพยาบาลสองสามวัน แม่ก็หายดี

ส่วนผมน่ะหรือ ในฐานะที่เป็นหนึ่งในสาเหตของการป่วยไข้ของแม่ ก็เลยต้องไปนอนเฝ้าอยู่ตลอดสองสามวันที่โรงพยาบาล

ที่เคยกะว่าจะกลับมาปฏิบัติธรรมอย่างเคร่งครัดที่บ้านก็ถูกผัดผ่อนไปก่อน

กลับจากโรงพยาบาลมาอยู่บ้านในช่วงอาทิตย์แรกก็ยังได้ปฏิบัติธรรมบ้าง ผสมผสานกับการอ่านหนังสือเตรียมไปเรียนและเร่งงานที่ยังค้างคาให้เสร็จสิ้น

จะมีช็อคทางจิตใจเข้ามาบ้างนิดหน่อยเมื่อได้รู้ว่า งานเขียนที่เคยทำมานานในช่วงชีวิตการเริ่มต้นเป็นอาจารย์ถูกวิจารณ์จากผู้ใหญ่ว่าห่วยแตก แต่ไม่นานก็ทำใจได้ แม้ผลการทำลายล้างจะยังเหลืออยู่ก็ตาม

มีอารมณ์เสียอยู่บ่อยๆกับพิษ Post Romantic ของความรัก (ฟ้าที่เคยใสเปลี่ยนไปเป็นพายุฝน) ฉุดกระชากให้โทสะที่เคยเก็บไปอยู่เบื้องลึกกลับมาครอบงำจิตใจอีครั้ง

มีหลุดขี้เกียจไปบ้างเมื่อคิดว่าตัวเองต้องใช้เวลาทำใจนิดหน่อย เลยยุติวัตรปฏิบัติให้ความสบายเข้ามาแทนที่

ทุกอย่างที่เคยคาดหวังไว้กลับเริ่มจางหายไป จิตใจที่เคยว่าสงบก็เริ่มวุ่นวายอีกครั้ง

สารภาพตามตรงว่าในอาทิตย์ที่สองที่กลับมาจากวัด ผมแทบลืมความตั้งใจที่มีมาแต่เดิมไปเกือบทั้งหมด ลืมให้ความสำคัญกับการปฏิบัติธรรมไปเสียสิ้น จนมารู้สึกตัวอีกทีก็เมื่อวานนี้เอง จึงย้อนกลับมาปฏิบัติอีกครั้งหนึ่ง

เมื่อปฏิบัติเสร็จจึงทบทวนตนเองแลตั้งใจจะเขียนบันทึกความรู้สึกต่างๆขึ้นในวันนี้

จิตใจตอนนี้จะว่าสงบก็ไม่ใช่ วุ่นวายก็ไม่เชิง

กังวลอยู่บ้าง สบายใจก็มีอยู่ สับสนพอประมาณ

ถ้าเปรียบจิตใจเป็นก้อนหิน ตอนนี้ก็มีเชือกบางๆรัดมันไว้ไม่ให้ตกไปสู่ห้วงแห่งทุกข์เช่นอดีต

เชือกดังกล่าวไม่รู้จะขาดเมื่อไร?

.......................................

ป.ล. ขอเชิญเข้าเยี่มชมบล็อคใหม่ของหนุ่มไฟแรง คุณน้องเต่ายักษ์ของกระผมที่ taoyak.blogspot.com

Thursday, July 06, 2006

ลาบวช

ขอลาบวชหนึ่งเดือนครับ

ขอบคุณครับ